กระบี่หนึ่งของสวีฝานที่สะเทือนฟ้าสะท้านดิน ได้ก่อคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำขึ้นในใจเหล่าอัจฉริยะจากขุมอำนาจใหญ่ทั้งหลายแห่งเขตตะวันออก
ที่นั่งของหอทหาร หลี่เชียนชิวมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาวิเคราะห์เส้นทางและอานุภาพของกระบี่นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนเอ่ยกับเฉินจินเกอที่อยู่ข้างกายว่า “ท่านอาจารย์ กระบี่นั้นศิษย์ประเมินตนแล้วว่าไม่อาจต้านทาน ทั้งหลบหลีกไม่ได้ หากเผชิญคมกระบี่โดยตรง คงมีแต่ความตายเท่านั้น”
ความทะนงตนของเขาถูกพลังอันเด็ดขาดทำลายจนย่อยยับ
เฉินจินเกอนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน ก่อนเอ่ยช้า ๆ ว่า “กระบี่เล่มนี้คือ ‘จี้’ กระบี่ประจำกายบรรพจารย์เต๋า มีต้นกำเนิดแห่งความดับสูญสถิตอยู่ มิใช่กำลังของมนุษย์จะต้านทานได้ เจ้าสังเกตเห็นจุดนี้ นับว่าหาได้ยากแล้ว สวีฝานผู้นี้มีวาสนาล้ำลึก ทว่าก็มีเคราะห์ภัยหนักหนา จงจำไว้ ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงมิได้อาศัยเพียงสิ่งภายนอกเท่านั้น”
ที่นั่งของหุบเขาผี อวี๋เสวียนจีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นไหวว่า “กระบี่นั้นก้าวข้ามกฎเกณฑ์ไปแล้ว วิชาหลบหนีของหุบเขาผีข้า เมื่ออยู่ต่อหน้ามันก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง”
การพรางตัวและเล่ห์กลพลิกแพลงที่นางภาคภูมิใจ สูญสิ้นความหมายลงต่อหน้าเจตจำนงกระบี่ทำลายล้างที่ไม่เลือกหน้า
ฉินไท่อาแห่งตำหนักกฎหมายกล่าวอย่างหวาดระแวงว่า “ช่างเป็นกระบี่ที่กร้าวแกร่งยิ่งนัก”
แม้แต่คนคลั่งศึกอย่างเขา ยังสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามถึงชีวิต
ในห้วงความคิดของหยางเฉิงเองก็ฉายภาพกระบี่ที่สวีฝานฟาดฟันออกมาอีกครั้ง
ภาพเส้นสีเทาพาดผ่าน ทำให้สรรพสิ่งดับสูญ เป็นภาพที่ติดตรึงในใจผู้คน
“กระบี่นี้ ข้าต้านไหวหรือไม่?”
เขาถามใจตนเอง
ภายในโลกเร้นลับฟางชุ่น สายน้ำสีดำสนิทที่แปรเปลี่ยนมาจากกระบี่แห่งวิถีสวรรค์ต้นกำเนิด ดูราวกับรับรู้ความคิดของผู้เป็นนาย จึงสั่นสะท้านแผ่วเบา ปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่อันคมกล้าที่ไม่ยอมเป็นรอง ราวกับกำลังกล่าวว่า “มันแข็งแกร่ง ข้ายิ่งแข็งแกร่งกว่า”
มุมปากหยางเฉิงยกขึ้นเล็กน้อย แววตาเผยความคาดหวัง “จริงหรือ? เช่นนั้นข้าก็อยากลองดูสักครั้ง”
