ยามพลบค่ำ กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อลอยอบอวลไปทั่วห้องอาหารเรียบง่ายของโรงแรม คละเคล้าด้วยกลิ่นหอมของต้นหอม ขิง และเครื่องเทศนิรนาม
เนื้อเสือชิ้นโต ๆ ตุ๋นอยู่ในหม้อเหล็กส่งเสียงกึก ๆ น้ำซุปขาวข้น
เนื้อไม่ถึงกับนุ่ม กระทั่งออกจะเหนียวหยาบสักหน่อย เส้นใยหยาบมาก เคี้ยวแล้วสัมผัสคล้ายเนื้อวัวที่แก่เป็นพิเศษและเหนียวมาก อีกทั้งยังมีกลิ่นสาบเฉพาะตัวของสัตว์ร้ายที่ขจัดออกไปได้ไม่หมดติดมาด้วย ทว่าในถิ่นชายแดนที่ข้าวของไม่ครบครันเช่นนี้ เข้าคู่กับเหล้าดีกรีแรงก็นับว่าเป็นอาหารป่าหายากแล้ว
โต๊ะหลายตัวในโรงแรมถูกขยับมาต่อรวมกัน กลุ่มคนนั่งล้อมวงเตรียมเปิดมื้ออาหาร
ทั้งเหล่าคนของโรงแรมอย่างอาแปะต่ง ต้าหนิวและเอ้อหู่ กับตาเซีย อีวานและเซอร์เกย์ ลู่เหวย์ก็นั่งอยู่ด้วย
เนื้อใส่ชามกระเบื้องเนื้อหยาบใบใหญ่ หมั่นโถวใส่อ่างอลูมิเนียม บรรยากาศครึกครื้นดี
“เอ๊ะ? มากันครบรึยัง?” อาแปะต่งถือหม้อซุปเนื้อหม้อสุดท้ายมาแจกจ่ายตะเกียบกับชาม สายตากวาดมองไปรอบ ๆ แล้วถามด้วยความสงสัย “ดูเหมือนจะหายไปคนนึงรึเปล่า? น้องเอ้อร์หลวี่จึล่ะ? ยังไม่ลงมาอีกเหรอ?”
ลู่เหวย์ได้ยินดังนั้นก็เงยหน้ามองไปรอบ ๆ ไม่เห็นเอ้อร์หลวี่จึจริง ๆ
เพิ่งนึกขึ้นมาได้ หลังจากกลับจากตลาดก็ให้เอ้อร์หลวี่จึนำโสมขึ้นไปเก็บไว้ในห้องก่อน หลังจากนั้นก็ไม่เห็นหน้าเขาอีกเลย
ไอ้หนอนี่ ไปไหนมา?
“พวกนายกินไปก่อนเถอะ ฉันขึ้นไปดูบนห้องหน่อย” ลู่เหวย์วางตะเกียบที่เพิ่งหยิบขึ้นมา แล้วลุกขึ้นพูด
