ม่านกระโจมใหญ่ถูกสะบัดปิดลงอย่างแรง ตัดขาดเสียงร้องชวนขนหัวลุกนั้นโดยสิ้นเชิง
จาซีตาวาทรุดนั่งบนเก้าอี้แม่ทัพ หอบหายใจถี่ ๆ เหงื่อเย็นชื้นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ครู่ต่อมา ณ หน้ากรงไม้หลังโรงครัว
เฉินฉิงถูกขังอยู่ในกรงไม้ที่ลมพัดลอด หิมะตกคลุมทั้งศีรษะและใบหน้า หนาวจนตัวสั่นเทา
แต่เขาไม่เพียงไม่ห่อเหี่ยว กลับเกาะรั้วไม้ยืดคอ ชี้แนะพ่อครัวชาวถู่ปัวที่กำลังวุ่นอยู่หน้า หม้อใบใหญ่ข้าง ๆ เสียงดังลั่น
“เฮ้! เจ้าคนถือทัพพีนั่นน่ะ เจ้าทึ่ม!”
“เนื้อแกะต้องลวกน้ำก่อน! ขิงล่ะ! เจ้าไม่ได้ใส่ขิงหรือ? กลิ่นสาบแรงขนาดนี้ แม่ทัพพวกเจ้ากินเข้าไป กระเพาะจะทนไหวได้อย่างไร!”
“แล้วพริกไทยนั่น ใส่เร็วเกินไปจนต้มขมหมดแล้ว! ช่างสิ้นเปลืองของดีเสียจริง!”
พ่อครัวชาวถู่ปัวที่ถือทัพพีเหล็กชะงักค้างอยู่กับที่ เมื่อได้ยินเสียงพร่ำไม่หยุดจากในกรง มือก็สั่นวูบ น้ำแกงเนื้อร้อนระอุครึ่งทัพพีสาดรดรองเท้าบู๊ตของตนจนหมด
……
หอกลองยามนอกค่ายทหารถู่ปัวโอนเอนไปมาตามแรงลมและหิมะ
ม่านหนังสัตว์หยาบกร้านถูกพายุพัดเปิดแง้มเป็นช่อง
ละอองหิมะเย็นเฉียบปนกลิ่นมูลแกะหอบใหญ่พัดตรงเข้าไปในกระโจมใหญ่
จาซีตาวานั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้หนังเสือขนร่วงเกรียน ณ ที่นั่งประธาน
แขนกำยำทั้งสองข้างยันเข่าแน่น เส้นเลือดขมับเต้นตุบ ๆ
เสียงจากกรงไม้ท้ายค่ายลอยฝ่าพายุหิมะมาเข้าหู
ร่างผอมแห้งของเฉินฉิงเบียดแนบอยู่ตามซอกกรงไม้
เขายืดคอ ตะโกนใส่นายร้อยชาวถู่ปัวที่ถือไหดินเผาเดินผ่านอยู่ด้านนอก
“ผลเฉ่ากั่วต้องใช้สันดาบทุบให้แตกก่อนใส่หม้อ มิฉะนั้นกลิ่นดินฉุน ๆ จะติดอยู่ในน้ำแกงหมด แล้วจะบำรุงร่างกายแม่ทัพพวกเจ้าได้อย่างไร!”
