“อีกอย่าง หากข้าผู้เป็นอ๋องวางมือไม่ยุ่งเกี่ยว” กู้ม่อหร่านหันศีรษะกวาดตามองนางแวบหนึ่ง น้ำเสียงราบเรียบจนฟังไม่ออกว่ามีอารมณ์ใดแปรผัน
“รถบรรทุกยาแผนโบราณช่วยชีวิตสามร้อยคันที่ออกจากประตูใต้ตั้งแต่เช้าตรู่ กับนักกระบี่ชิงเฉิงสามร้อยคนที่อ้อมเข้าไปในทางลับหุบเขาหมาป่า เป็นผู้ใดส่งไปกันเล่า?”
เจินเหมยหลีตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น นิ้วมือคลายสลักหน้าไม้โดยไม่รู้ตัว
ก่อนเข้าเมือง นางเคยพบขบวนรถมหึมาที่ติดป้ายแดงชาดของจวนอ๋องบนทางรกร้างนอกประตูใต้เข้าอย่างจัง ตอนนั้นยังแอบด่าว่าพ่อค้าบ้าบิ่นคนใดกันที่เสี่ยงชีวิตฝ่าลมต้านเข้ามาในทางตัน บัดนี้พอนำเรื่องทั้งสองมาปะติดปะต่อกัน ความอึดอัดในอกก็พลันสลายไปจนหมดสิ้น
“เข้ามาเถิด อย่ามัวนั่งหมอบรับลมพิษอยู่ข้างนอก”
กู้ม่อหร่านหันหลังเดินเข้าไปในห้อง ยกชายอาภรณ์ขึ้นแล้วนั่งลง
“ปิดประตูให้สนิท ซุปแพร์ชวนเป้ยที่อุ่นอยู่ในครัวหลังยังเหลือเกือบครึ่งหม้อ ดื่มเสร็จแล้วก็หาห้องพักในเรือนด้านข้างนอนเสีย อย่ามามุดอยู่ที่นี่แล้วขึ้นไปรื้อกระเบื้องทำตัวเป็นแมวขโมยยามดึก”
“เข้าก็เข้า” เจินเหมยหลีเก็บข้าวของแล้วก้าวเข้าไปในห้อง
“เอ๋ ชีวิตของท่านอ๋องช่างสุขสบายเสียจริง หรือว่ารู้ล่วงหน้าแล้วว่าคุณหนูผู้นี้จะมา?”
“ข้ารู้หรือไม่ไม่สำคัญ บิดาเจ้ารู้ต่างหากที่สำคัญ”
“หากผู้บัญชาการใหญ่เจินรู้ว่าบุตรสาวของตนแอบย่องเข้ามาในเรือนหลังจวนอ๋องกลางดึก เกรงว่าคงเอาแส้ม้าที่ริบได้จากแนวหน้ากลับไปฟาดจนหักสักสองท่อน”
กู้ม่อหร่านไม่แม้แต่จะยกเปลือกตา ที่เขี่ยถ่านเงินในมือวาดครึ่งวงกลางอากาศ ก่อนยกกาน้ำดินเผาหยาบขึ้นรินซุปแพร์ร้อนเดือดลงในชามเปล่าครึ่งชาม แล้วเลื่อนชามไปตามผิวโต๊ะไม้แพร์เรียบลื่น ก้นชามครูดไปกับโต๊ะก่อนหยุดลงห่างจากข้อศอกเจินเหมยหลีเพียงสองนิ้ว
