สวี่จิ้งจือนั่งเหม่อลอย ปาดน้ำตาด้วยความเศร้า ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด
ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงคนเรียก
“น้องสาม”
เสียงนั้นทำให้สวี่จิ้งจือสะดุ้งเฮือกไปทั้งร่าง
พี่หญิงหรือ?
นางรีบกวาดตามองไปรอบด้าน ครั้นก้มลงจึงเห็นเงาร่างสูงสง่าผู้หนึ่งยืนอยู่บนหลังม้าใต้หน้าต่าง
สวี่จิ้งหยางสวมฉลองพระองค์รูปงูมังกรสีเงินอมคราม บนศีรษะประดับมงกุฎไข่มุกคู่หงส์ ท่ามกลางตรอกเล็กที่แสงและเงาสลับกัน ยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าจนแสบตา
ยามนี้ สวี่จิ้งหยางขมวดคิ้วเรียว ดวงตาหงส์จับจ้องสวี่จิ้งจือ “น้องสาม นั่งอยู่หน้าต่างทำสิ่งใด?”
หากนางไม่ถามก็คงไม่เป็นไร พอถามเช่นนี้ สวี่จิ้งจือก็ร้องขึ้นทันทีด้วยเสียงสะอื้น “พี่หญิง พวกเขาขังข้าไว้!”
สีหน้าเย็นชาของสวี่จิ้งหยางพลันเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
นางหันหัวม้าทันที แล้วควบออกจากตรอก
เรื่องนี้เป็นท่านป้าใหญ่เหลียงซื่อส่งคนมาแจ้ง สวี่จิ้งหยางจึงพบกับบ่าวรับใช้ของสวี่จิ้งจือที่ด้านนอกหนานหงกวน
เมื่อนางซักถามจนละเอียด จึงรู้ว่าสวี่จิ้งจือเข้าไปในหนานหงกวนเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว
สวี่จิ้งหยางมีประสาทหูดีเยี่ยม จึงได้ยินเสียงสะอื้นเศร้าสร้อยแผ่วเบาจากตรอกข้างหนานหงกวนอยู่เป็นระยะ
นางตามเสียงมา แต่กลับไม่เห็นสตรีที่ถูกกลั่นแกล้งอย่างที่คาดไว้ เห็นเพียงน้องสาวของตนเองนั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง ใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้ชีวิต
สวี่จิ้งหยางควบม้ากลับมาถึงหน้าหนานหงกวน หานลู่กับพวกยังสวมเกราะอยู่ พวกนางเพิ่งฝึกซ้อมเสร็จและกลับมาจากค่ายใหญ่นอกเมืองหลวงพร้อมกัน
ยามนี้ ทหารยี่สิบกว่านายล้อมอยู่หน้าหนานหงกวน ทำเอาหัวหน้าเสี่ยวเอ้อที่แต่งหน้าเข้มจัดตกใจจนรีบวิ่งออกมา
“ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน นี่มัน...”
หานลู่ไม่เสียเวลาพูดกับนาง หยิบป้ายคำสั่งของจวนเจาอู่ออกมาโดยตรง
