เข้าวังหรือ? นางจะเข้าวังได้อย่างไร!
จ้าวซีรู้สึกราวกับฟ้าดินหมุนคว้าง โลหิตทั่วร่างเย็นเยียบจนแทบแข็งตัว
“ฝ่าบาท...” น้ำเสียงนางสั่นเครือ “หม่อมฉันปัญญาทึบ ทั้งยังเคยตกเป็นเชลยที่เป่ยเหลียง ไม่คู่ควรปรนนิบัติฝ่าบาทจริง ๆ เพคะ”
นิ้วมือของฝ่าบาทยังคงแตะอยู่บนแก้มนาง เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ลูบไล้ผิวนางแผ่วเบา “อย่างไร คิดว่าเราชราแล้วหรือ?”
“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ!” จ้าวซีรีบโขกศีรษะ พยายามหลบฝ่ามืออันน่ารังเกียจของฝ่าบาทอย่างแนบเนียน “เพียงแต่...เพียงแต่นิสัยของหม่อมฉันหยาบกระด้าง เกรงว่าจะล่วงเกินฝ่าบาทเพคะ”
“ไม่เป็นไร” ฝ่าบาทชักมือกลับ น้ำเสียงราบเรียบ “เราป่วยมานาน ข้างกายขาดคนแจ่มใสร่าเริงและไร้เดียงสาเช่นเจ้า”
จ้าวซีร้อนใจจนน้ำตาเอ่อคลอ “ฝ่าบาท หม่อมฉัน...หม่อมฉันมีคนในใจแล้วเพคะ...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ ฝ่าบาทก็หัวเราะเย็นตัดบท “มีคนรักอยู่ในใจแล้วหรือ? เจ้าหมายถึงท่านอ๋องหนิงกระมัง?”
จ้าวซีเงยหน้าพรวด สบเข้ากับดวงตาคู่น่าสะพรึงกลัวของฝ่าบาทพอดี
แสงแดดยามบ่ายส่องเฉียงผ่านหน้าต่างเข้ามา ทิ้งเงาสว่างสลัวสลับกันบนใบหน้าของเขา ยิ่งทำให้ใบหน้าซูบผอมนั้นดูราวกับอสูรร้ายกินคน
ฝ่าบาทค่อย ๆ โน้มกายลง นิ้วมือผอมแห้งบีบคางนางอย่างแรง
“เจ้าคิดว่าเราไม่รู้หรือ? เจ้าแอบติดต่อกับองค์หญิงใหญ่และองค์รัชทายาท คิดจริงหรือว่าเราป่วยจนเลอะเลือนไปแล้ว?”
จ้าวซีเจ็บจนสูดลมหายใจเฮือก น้ำตาที่กลั้นไว้ไม่อยู่ร่วงเผาะลงบนอิฐทองเย็นเยียบทีละหยด
“หม่อมฉัน...หม่อมฉันไม่ได้...” นางพยายามแก้ตัวอย่างยากลำบาก
