ใบหน้าซีดเซียวของจ้าวซีพลันผ่องใสขึ้นทันทีที่ได้ยินคำว่า “ฝ่าบาทมีรับสั่งเรียก”
ใช่แล้ว ช่วงนี้นางเป็น “หญิงผู้รับศิริมงคล” ในสายพระเนตรของฝ่าบาท ผู้มีวาสนาที่สำนักชินเทียนเจี้ยนตรวจแปดอักษรชะตาแล้ว จะถูกเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้บั่นทอนได้อย่างไร?
เมื่อไม่นานมานี้ดอกไม้ไฟสีม่วงยังปรากฏขึ้นที่บ้านนาง บางทีอาจเป็นเพราะสวรรค์ช่วยเหลือนาง ทั่วทุกแห่งในแคว้นต้าเยียนจึงปรากฏลางมงคล
ฝ่าบาททรงเรียกนางเข้าเฝ้าในยามนี้ ย่อมต้องเป็นเรื่องดีที่กำลังจะมาถึง
พอคิดเช่นนี้ ความอับอายที่นางเพิ่งได้รับต่อหน้าคนตระกูลหลูเมื่อครู่ก็คล้ายไม่สำคัญอีกต่อไป
ทำให้ท่านผู้อาวุโสลู่ไม่พอใจแล้วอย่างไร? ขอเพียงฝ่าบาททรงพอพระทัยก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ?
จ้าวซีจัดแขนเสื้อเบา ๆ ครั้นหันไปมองสวี่จิ้งหยาง มุมปากก็หยักยกเป็นรอยยิ้มบางเบา
“ท่านอ๋องก็เห็นแล้ว ฝ่าบาททรงรีบเรียกหม่อมฉันเข้าเฝ้า เรื่องวันนี้หม่อมฉันไม่มีเวลาสะสางแล้ว ท่านอ๋องจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่ท่านเถิด!” จ้าวซีกล่าว
มู่เตากับคนอื่น ๆ ที่อยู่ข้าง ๆ ต่างขมวดคิ้ว
ช่างหน้าหนาเสียจริง! เห็นชัด ๆ ว่านางจงใจเลือกวันสำคัญที่สุดของตระกูลสวี่มาก่อเรื่อง บัดนี้ถูกตบหน้าจนเสียท่า ยังกล้าพูดว่าตนไม่คิดเอาความอีก!
พูดต่อหน้าขันทีจากในวังว่าจะให้สวี่จิ้งหยางจัดการ มิใช่ทำให้เรื่องของฝ่าบาทล่าช้าหรือ?
จ้าวซีช่างรู้จักโยกย้ายปมขัดแย้งเสียจริง
ขันทีผู้มาส่งข่าวได้ยินเช่นนั้น ก็แอบเหลือบมองสวี่จิ้งหยาง
เขาประสานมือค้อมกาย ท่าทีเคารพนอบน้อมยิ่ง “ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงเรียกด่วน ท่านเห็นว่า...”
สวี่จิ้งหยางยืนนิ่งอยู่กับที่ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบและเต็มไปด้วยแววเย้ยหยัน
“ฝ่าบาททรงเรียกเข้าเฝ้า เปิ่นหวังจะกล้าทำให้คุณหนูจ้าวลำบากได้อย่างไร ขันทีรีบพานางไปเถิด”
ขันทีถอนหายใจโล่งอก “ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
เมื่อเห็นสวี่จิ้งหยางยอมถอย จ้าวซีก็ยิ่งรู้สึกเบิกบานใจ
เป็นแม่ทัพผู้สร้างความดีความชอบยิ่งใหญ่แล้วอย่างไร? เป็นอ๋องหญิงคนแรกของแคว้นต้าเยียนแล้วอย่างไร?
ฝ่าบาทต่างหากคือผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งแคว้นต้าเยียน!
