ฝ่าบาทตรัสตัดบทเขาว่า “เรามองว่าการกระทำของสวี่จิ้งหยางครานี้ดียิ่ง! ให้บุตรชายเจ้าลองลิ้มรสว่าคำคนช่างน่ากลัวเพียงใด! ให้เขารู้เสียว่า ความผิดบางอย่างมิใช่จะปัดเป่าได้ด้วยคำว่า ‘เยาว์วัยคึกคะนอง’!”
“หากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วเขาสำนึกได้ หัดสำรวมจิตใจ เรามองว่าความอัปยศครานี้ก็คุ้มค่าแล้ว ท่านกู่ การสั่งสอนบุตรชายต้องไม่ตามใจ มิฉะนั้นหากเขาไร้ระเบียบแบบแผน คนที่เดือดร้อนก็คือเจ้า!”
ท่านกู่ตัวสั่นเทา หน้าผากชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ไม่อาจเอ่ยคำแก้ตัวได้อีกแม้แต่คำเดียว
ท้ายที่สุด เขาทำได้เพียงกลืนความขุ่นแค้นลงคอ “กระหม่อมขอน้อมรับพระดำรัสสั่งสอนของฝ่าบาท”
องค์หญิงใหญ่ยืนอยู่ด้านข้าง มือใต้แขนเสื้อกว้างกำแน่นอย่างเงียบเชียบ เล็บจิกลงในฝ่ามือ
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฝ่าบาทตั้งพระทัยแน่วแน่ว่าจะไม่ลงโทษสวี่จิ้งหยาง
นางจึงก้าวออกมาไกล่เกลี่ย
“ฝ่าบาทโปรดทรงรักษาพระวรกายเป็นสำคัญ ท่านกู่ การที่ฝ่าบาททรงจัดการเช่นนี้ก็เพื่อเห็นแก่เจ้า รีบขอบพระทัยเสียเถิด”
ท่านกู่ใจสิ้นหวัง ได้แต่โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง “กระหม่อมสั่งสอนบุตรไม่ดี กระหม่อมรู้ว่าตนมีความผิด ขอขอบพระทัยฝ่าบาท”
ฝ่าบาทหลับพระเนตรอย่างเหนื่อยล้า พลางโบกพระหัตถ์ “พวกเจ้าถอยออกไปให้หมด”
“กระหม่อมรับพระบัญชา” สีหน้าท่านกู่ย่ำแย่อย่างยิ่ง เขาค้อมกายถอยออกไป
ในพระตำหนักบรรทมเหลือเพียงฝ่าบาทกับองค์หญิงใหญ่ และข้ารับใช้ในวังที่ยืนประจำอยู่ตามมุมห้อง
องค์หญิงใหญ่มองสีพระพักตร์ของฝ่าบาทซึ่งหลับพระเนตรพักผ่อน แล้วก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว กำลังจะเอ่ยปาก ใครจะรู้ว่าฝ่าบาทกลับตรัสด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าอย่างยิ่งว่า “เราเหนื่อยแล้ว อยากพักสักครู่ พระพี่สาวก็กลับไปเถิด”
แววไม่ยินยอมวาบผ่านดวงตาขององค์หญิงใหญ่
“เช่นนั้นเปิ่นกงขอตัวก่อน ฝ่าบาทโปรดพักผ่อนให้ดี น้ำแกงบำรุงร่างกายถ้วยนั้นอย่าลืมเสวยเล่า”
