ยามสองของคืนนั้น คนจากตระกูลกู้ก็มาถึง แล้วหามกู้เจียซึ่งเสื้อผ้าหลุดลุ่ยออกจากหนานหงกวนกลับไป
รุ่งเช้าวันถัดมา เจ้ากรมอาญาหลวงท่านกู่ก็คุกเข่าอยู่นอกพระตำหนักบรรทมของฝ่าบาท วิงวอนขอเข้าเฝ้าอย่างสุดกำลัง
เนื่องจากช่วงนี้พระวรกายของฝ่าบาทไม่สู้ดี ทรงงดว่าราชการติดต่อกันหลายวัน ราชกิจส่วนใหญ่จึงมอบหมายให้องค์รัชทายาท อ๋องผิง และท่านอ๋องหนิงทั้งสามพระองค์จัดการ
ทว่าราชกิจบางอย่างที่กำหนดไว้แล้ว ฝ่าบาทยังต้องทรงตรวจสอบด้วยพระองค์เอง เนื่องจากพระวรกายอ่อนแอ จึงทรงจัดการราชกิจทั้งหมดที่ตำหนักข้างในพระตำหนักบรรทม
หากมีเรื่องด่วน ขุนนางผู้ใหญ่ก็สามารถเข้าเฝ้าได้เช่นกัน
หลังกันชีเข้าไปกราบทูล ท่านกู่ก็ขอบตาแดงก่ำ แทบจะสะดุดล้มเข้าไปในห้องในของพระตำหนักบรรทม
ภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นยา ฝ่าบาทมิได้ประทับอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษร หากแต่ทรงเอนพระวรกายพิงตั่งนุ่มริมหน้าต่าง มีผ้าห่มบางสีเหลืองสว่างคลุมพระวรกาย
พระองค์ทรงผ่ายผอมลงกว่าเดิมเพราะถูกโรคภัยทรมาน พระพักตร์ซีดเหลือง พระเนตรทั้งคู่ไร้ความรู้สึกประหนึ่งก้อนหินสองเม็ด
ฝ่าบาทกำลังทรงฟังขุนนางผู้ช่วยราชการรายงานราชกิจสำคัญหลายเรื่องด้วยเสียงแผ่วเบา เมื่อได้ยินเสียงก็ทรงเงยพระเนตรขึ้นช้า ๆ สายพระเนตรหยุดลงที่ท่านกู่ซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้น
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทต้องทรงให้ความเป็นธรรมแก่บุตรข้าน้อยด้วยพ่ะย่ะค่ะ!” ท่านกู่ก้าวเข้ามาก็ทรุดเข่าลงกับพื้นดังตุบ
ฝ่าบาททรงโบกพระหัตถ์เบา ๆ ขุนนางผู้ช่วยราชการก็รีบค้อมกายถอยไปยืนด้านข้าง
พระองค์ทรงไอสองครั้ง พระสุรเสียงแหบพร่าเล็กน้อย “ท่านกู่ผู้เป็นที่รัก เกิดเรื่องอะไรขึ้น ลุกขึ้นพูดเถิด”
ท่านกู่ไหนเลยจะยอมลุก เขาก้มศีรษะโขกพื้นอย่างแรง น้ำเสียงเจือสะอื้น “ฝ่าบาท! เจาอู่อ๋องสวี่จิ้งหยาง นาง...นางรังแกกันเกินไปแล้ว! เมื่อวานที่หนานหงกวน นางถึงกับดูหมิ่นบุตรข้าน้อยต่อหน้าผู้คน แล้วยัง...ยังสั่งให้ชายคณาชั้นต่ำสองคนคุมตัวบุตรข้าน้อยไว้ทั้งคืน! ความอัปยศอดสูเช่นนี้ ทั้งจวนข้าน้อยจะมีหน้าไปพบผู้คนได้อย่างไร!”
