ล้วนมาขอยืมเงินไปซื้อที่ดิน แล้วใช้แรงงานชดใช้หนี้
เงินทุนสำรองในมือหลินเฟิงร่อยหรอลงแล้ว
จำนวนแรงงานที่มาช่วยสร้างเมืองเพิ่มขึ้นจนเกือบห้าพันคน
ปัญหาอาหารการกินของคนมากมายเพียงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ยังมีทหารอีกสี่ถึงห้าพันนาย
รวมถึงวัสดุก่อสร้างนานาชนิดที่จำเป็นต้องใช้
คนที่เริ่มนั่งไม่ติดก่อนใครคือเหวินเฉิง
เหวินเฉิงเป็นชายหนุ่มสุขุมและเก็บตัว ไม่ค่อยเอ่ยปากพูดต่อหน้าหลินเฟิง
ครานี้เขาอดกลั้นไม่ไหว ใบหน้าแดงก่ำ
“ท่านแม่ทัพ มาตรการของท่านอาจทำกำไรมหาศาลในระยะยาวก็จริง ทว่าบัดนี้พวกเรามีเงินไม่พอแล้ว”
ไป๋จิ้งก็ช่วยกล่าวเสริม
“หากเงินทุนขาดมือเมื่อใด พวกเราคงล้มละลายเป็นแน่”
นางเรียนรู้ศัพท์ทางการเงินจากหลินเฟิงมาไม่น้อย
หลี่สยงเองก็รวบรวมความกล้าตะโกนขึ้นมา
“พี่ใหญ่ เรื่องพวกนี้ข้าไม่เข้าใจ แต่ปัญหาเสบียงจะจัดการอย่างไร? ต่อให้มีเงิน บัดนี้ก็ซื้อข้าวไม่ได้แล้ว”
“อืม ๆ กินของเก่าจนหมด คงได้อดตายกันพอดี”
เหวินเฉิงพยักหน้าหงึก ๆ
ทั้งสามคนส่งเสียงโหวกเหวก หลินเฟิงจึงรู้สึกปวดหัวขึ้นมา
เรื่องในหัวเขามีมากมาย เดิมทีเขาก็คิดสิ่งใดได้ก็มักทำสิ่งนั้น
ไม่คาดว่าข้อเสียของการทำเช่นนี้คือมีช่องโหว่มากมาย
มาตรการและนโยบายหลายอย่างไม่อาจจัดระเบียบให้เป็นระบบได้
ต้องคอยอุดช่องโหว่ทีละจุด
ยามนี้หลินเฟิงกำลังอ่านปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนำมาตรการและนโยบายหลายข้อซึ่งเหวินเฉิงเขียนแยกไว้ให้เขาไปปฏิบัติ
ข้อความแน่นขนัดเต็มกระดาษแผ่นใหญ่
หลินเฟิงใช้นิ้วนวดขมับ พลางขมวดคิ้วจ้องกระดาษ
ตัวอักษรสีดำเหล่านั้นพร่าเลือนจนกลายเป็นก้อนมั่วซั่ว
“เฮ้อ ขาดแคลนคนมีความสามารถจริง ๆ”
