ฉุยอิ๋งกำลังใช้ไม้อ่อนกับหลินเฟิงอยู่พอดี เมื่อได้ยินเสียงคนเรียกชื่อนาง จึงหันไปมอง
“จ้าวซั่ว เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”
พวกบุตรหลานขุนนางอย่างพวกเขาล้วนรู้จักกัน
ยามเด็กยังเคยเล่นด้วยกันมาก่อน
“เจ้า... เจ้ากับ... เขา เหตุใดถึง...”
ใบหน้าจ้าวซั่วซีดขาว มือที่ชี้ไปยังหลินเฟิงสั่นระริก
ฉุยอิ๋งขมวดคิ้ว “เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับเจ้า ไปยืนอยู่ด้านข้างเสีย”
นางขึ้นชื่อเรื่องความแข็งกร้าว ตั้งแต่เล็กก็ชอบรังแกจ้าวซั่ว ซูหยุ่น และคุณชายเสเพลกลุ่มหนึ่งอยู่บ่อยครั้ง
หลินเฟิงลุกขึ้นยืน กล่าวอย่างจริงจัง
“ฉุยอิ๋ง ระหว่างเจ้ากับข้าเป็นเพียงสหายร่วมรบทหารชายแดน และเคยมีความสัมพันธ์เป็นผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนเรื่องเสบียง พวกเจ้าเป็นผู้ตัดสินใจไม่ได้ จงไปแจ้งแม่ทัพใหญ่โดยเร็วเถิด”
กล่าวจบก็สาวเท้าออกไป
ฉินฟางร้องเรียก “ไม่ต้องรายงานแล้ว พี่ใหญ่ตัดสินใจมอบเสบียงให้ทหารประจำเมืองชายแดนแล้ว ข้าจะไปจัดเตรียมเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบก็เดินตามหลินเฟิงออกไป
ฉุยอิ๋งขยับกายขวางทางหลินเฟิง
“หยุดก่อน ในเมื่อเจ้าไม่เห็นแก่ความหลัง เช่นนั้นแล้วบิดากับน้องสาวของเจ้าเล่า ยังจะใส่ใจอยู่หรือไม่?”
ร่างหลินเฟิงพลันแข็งทื่อ เหลือเพียงดวงตาที่กลอกไปมา
“เรื่องนี้...”
เขาหันไปมองฉินฟางอย่างขออภัย
“ขอเพียงเซี่ยวเว่ยฉุยส่งบิดากับน้องสาวของข้าไปยังป้อมหลิ่งโตวจื่ออย่างปลอดภัย เสบียง 40 เกวียนนี้ก็จะส่งไปยังค่ายใหญ่ชายแดน เป็นอย่างไร?”
ในที่สุดฉุยอิ๋งก็เผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ
ฉินฟางได้ยินดังนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“พี่ใหญ่ เหล่าทหารเมืองชายแดนไม่มีข้าวจะหุงกินแล้ว หากยังชักช้าเช่นนี้ กองทัพย่อมแตกกระจัดกระจายโดยไม่ต้องรบ เจิ้นซีกำลังใกล้เข้ามา!”
