หลินเฉี่ยวเม่ยก็กลับมาถึงพอดี ยืนมองอยู่ด้านข้าง
“เฮ้อ ช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจนัก จากพรากเป็นตายชัด ๆ”
ไม่ว่าจ้าวซั่วจะดิ้นรนอย่างไร แต่คนร่างสูงใหญ่กำยำสองคนนี้มีเรี่ยวแรงมหาศาลเกินธรรมดา
เขาถูกทั้งสองโยนลงไปในหลุมดิน
จ้าวซั่วรู้ว่าคราวนี้เคราะห์ร้ายมาเยือน จึงร่ำไห้ตะโกนเสียงแหบพร่า
“หลินเฟิง หลินเฟิง ต่อให้กลายเป็นผี ข้าก็ไม่ปล่อยเจ้าไป... ฮือ ๆ ๆ... ท่านพ่อ... ท่านแม่”
ราศีของผู้สูงศักดิ์มลายหาย เหลือเพียงเด็กหนุ่มผู้สับสนและไร้ที่พึ่ง
ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ ของเหลวสายหนึ่งก็ไหลลงมาตามหว่างขา
ฉินฟางฟังเขาร้องไห้จนดวงตาพลอยแสบขึ้นมา รีบเบือนหน้าไปอีกทาง
เหล่าทหารที่ยืนอยู่ริมหลุม มือถือพลั่วเหล็ก ต่างก้มมองท่านโหวที่ร้องไห้จนชุ่มไปด้วยน้ำตาในหลุมอย่างเหม่อลอย
ฉินฟางกัดฟัน หันกลับไปตะโกนเสียงดัง
“พี่ใหญ่ โปรดไว้ชีวิตเขาสักครั้งเถิด เจ้านี่มิได้ทำเรื่องเลวร้ายเกินไป บุญคุณครั้งนี้ แม่ทัพใหญ่ฉินกับน้องชายจะจดจำไว้ในใจ”
กล่าวจบ ฉินฟางก็คุกเข่าลงกับพื้น
แท้จริงแล้วหลินเฟิงกำลังรอให้เขาพูดเช่นนี้อยู่ จึงยืนหันหลังให้พวกเขาแล้วโบกมือ
“ไสหัวไปให้พ้น อยู่ให้ห่างข้า”
เมื่อฉินฟางได้ยินคำพูดของหลินเฟิง ก็ยินดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
เขารีบลุกขึ้นจากพื้น วิ่งไปยังขอบหลุมแล้วยื่นมือดึงจ้าวซั่วขึ้นมา
“ท่านโหว ท่านไม่ตายแล้ว พี่ใหญ่ไม่ฝังท่านแล้ว”
จ้าวซั่วที่กำลังร่ำไห้อย่างสิ้นหวังเบิกตาที่ชุ่มน้ำตา จ้องฉินฟางอย่างมึนงง
ส่วนหลินเฉี่ยวเม่ยยกมือปิดปากแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่
จ้าวซั่วพาองครักษ์ใกล้ชิดมาสิบกว่าคน ยืนเหม่อมองกองทัพใหญ่ที่เคลื่อนขบวนจากไป
นอกจากเสบียงเล็กน้อยที่ทิ้งไว้ให้ ม้าศึกทั้งหมดก็ถูกหลินเฟิงยึดไป
