ฉินฟางร้อนใจจนต้องตะโกนขึ้นมา
“ท่านแม่ทัพ อย่าให้ถึงขั้นเอาชีวิตกันเลย”
หลินเฟิงโยนดาบเหล็กกล้าให้ฟ่านจิ้นซง พลางปัดเสื้อคลุมแล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“หากถูกหมัดเท้าของเฉี่ยวเม่ยซ้อมจนตายได้ เฮ้อ เช่นนั้นเขาก็คงสมควรตายจริง ๆ”
กล่าวจบก็เดินกลับไปยังที่เดิม รับน้ำใสจากฟ่านจิ้นซงมาดื่มอึกหนึ่ง
หัวอิงทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ โขกศีรษะลงกับพื้น
“ท่านแม่ทัพหลิน เห็นแก่ท่านโหวที่ยังเยาว์วัย โปรดละเว้นเขาสักครั้งเถิด...”
“เขาอายุเท่าไรแล้ว?”
“ปีนี้ท่านโหวเพิ่งอายุสิบแปดปี”
“บรรลุนิติภาวะแล้ว ย่อมต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนทำ การประสบอุปสรรคบ้างมิใช่เรื่องเลวร้าย”
ระหว่างที่พวกเขาสนทนากัน ทางด้านหลินเฉี่ยวเม่ยก็เริ่มเหนื่อยจากการทุบตี
นางหอบหายใจหนัก ก่อนค่อย ๆ หยุดมือ
จ้าวซั่วใช้แขนปกป้องศีรษะกับใบหน้า ไม่ได้ร้องโหยหวนอีก เพียงนอนขดอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน
หลินเฉี่ยวเม่ยใช้เท้าเขี่ยก้นเขา
“เฮ้ย คงไม่ได้ตายจริง ๆ หรอกกระมัง?”
หัวอิงเห็นนางหยุดมือ ก็รีบถลาเข้าไป ตรวจดูร่างกายของจ้าวซั่ว
“ท่านโหว ท่านโหว อย่าทำให้บ่าวเฒ่าตกใจเลย ส่งเสียงสักคำเถิด...”
หลินเฟิงไม่สนใจจ้าวซั่วอีก หันไปกล่าวกับฉินฟางและคนอื่น ๆ
“ฉินฟาง ตงไหล อ้อ แล้วก็เฉี่ยวเม่ย พวกเจ้าไปจัดระเบียบกององครักษ์ของเขาเสีย”
ฉินฟางขมวดคิ้ว “พี่ใหญ่ เรื่องนี้...จะเหมาะหรือ?”
“เมื่ออยู่กับข้า ก็ต้องฟังคำสั่งข้า ขาดกำลังคนอยู่พอดี เขาคนเดียวไม่จำเป็นต้องมีทหารม้าคุ้มกันมากมายเช่นนี้”
หลินเฉี่ยวเม่ยย่อตัวลง ถอดป้ายเอวของจ้าวซั่วออกมา แล้วชั่งน้ำหนักในมือ
