หลินเฟิงกล่าวอย่างดูแคลน
“พวกเศษสวะจะทำอะไรข้าได้”
“พี่ใหญ่ ท่านมิได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว ด้านหลังยังมีคนติดตามท่านอยู่อีกตั้งมากมาย หากเกิดความสูญเสียขึ้น พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
หลินเฟิงตบไหล่เขาเบา ๆ
“อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ระมัดระวังเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ต้องสังหารจนพวกมันหวาดกลัวจึงจะได้”
หลี่ตงไหลเห็นด้วยอย่างยิ่ง
นิสัยของเขาเองก็ขัดเกลามาจากการเป็นโจรภูเขา ยามลงมือกับศัตรูจะต้องไม่ปรานี
“สืบได้หรือยังว่าใครเป็นคนบงการ”
“ไม่มีใครรอดชีวิตขอรับ”
หลินเฟิงส่ายหน้า
“ก็จริง ใครจะเป็นคนบงการก็ช่าง สังหารให้พวกมันยอมจำนนก็พอ”
“เอาละ เจ้าไปจัดการธุระเถิด อย่าลืมเสบียงพวกนี้ หากเมล็ดใดใช้เพาะปลูกได้ก็เก็บไว้”
“วางใจเถิดพี่ใหญ่ วิธีการของท่านข้ารู้ดี”
หลินเฟิงเรียกองครักษ์ให้ขึ้นม้าออกเดินทาง
คนกลุ่มหนึ่งควบม้าพุ่งออกจากค่าย มุ่งหน้าไปทางตัวอำเภออย่างรวดเร็ว
เพิ่งเข้าประตูเมืองก็เห็นหลี่หู่ยืนร้อนรนอยู่ในช่องประตู เมื่อเห็นหลินเฟิง เขาก็สาวเท้าวิ่งเข้ามา
“ท่านแม่ทัพ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว...”
หลินเฟิงยกมือห้ามให้เขาสงบใจ
เขาพลิกตัวลงจากม้า ทั้งสองเดินไปยังป้อมยามข้างประตูเมือง
“เกิดเรื่องใดขึ้น”
“ป้อมหลิ่งโตวจื่อถูกโจมตี สูญเสียอย่างหนักขอรับ”
หลินเฟิงหรี่ตาลง “รู้หรือไม่ว่าเป็นผู้ใด”
“ตามรายงาน เป็นทหารม้าคนเถื่อน ราวสองร้อยนายขอรับ”
“ทหารม้ามากมายเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดพบเห็นล่วงหน้า”
“พวกมันลอบเข้ามายามกลางคืน รอจนถึงเช้าตรู่ พอเปิดประตูเมืองก็พุ่งเข้าไปทันที”