ยามใกล้พลบค่ำ กองทหารจากค่ายต่าง ๆ ทยอยเข้าสู่ป้อมหลิ่งโตวจื่อ
เหล่าหัวหน้าหลายคนมารวมตัวกันที่กองบัญชาการ นั่งเงียบอยู่บนเก้าอี้ มองหลินเฟิงซึ่งกำลังครุ่นคิด
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลินเฟิงจึงเอ่ยปาก
“การถูกโจมตีครั้งนี้เผยให้เห็นจุดอ่อนของพวกเรา เพียงช่องโหว่เดียวกลับก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง”
“ทหารม้าคนเถื่อนที่บุกโจมตีป้อม น่าจะเป็นกองทหารม้าชั้นยอดที่คนเถื่อนจัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือพวกเรา”
“มีจำนวนราว 200 คน ฝีมือเฉพาะตัวสูง เคลื่อนที่รวดเร็ว อาวุธยุทโธปกรณ์เพียบพร้อม มาไวไปไวราวสายลม ทั้งยังมีพลังทำลายล้างร้ายกาจ”
“หากคิดจะสกัดพวกเขาในที่ราบ ย่อมยากยิ่ง”
“ลองขบคิดกันดูว่าจะกำจัดคนเถื่อนกลุ่มนี้ได้อย่างไร”
หลินเฟิงเอ่ยยืดยาวในคราวเดียว ก่อนยกชาขึ้นจิบให้ชุ่มคอ
ทุกคนขมวดคิ้วครุ่นคิด ทว่าไม่มีใครเอ่ยวาจา
“ข้าคิดจะแก้แค้นพวกมัน อวี๋เหลยตายแล้ว ถูกคนเถื่อนยิงเข้าที่ลำคอจนสิ้นใจ พวกเจ้าคิดได้เช่นนี้ จะใช้วิธีแก้แค้นอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น”
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ก้มหน้าลง
หลินเฉี่ยวเม่ยเงยหน้ามองหลินเฟิง
“พี่ใหญ่ พวกเราบุกโจมตีค่ายของพวกมันบ้าง คำเดียว ฆ่าให้หมดก็สิ้นเรื่อง”
“ได้”
หูจิ้นไฉกล่าวเสริมว่า “พวกเราไปสกัดเสบียงของคนเถื่อน ทำให้พวกมันไม่มีอะไรกิน”
“ได้เช่นกัน”
หวังเฉียนเอ่ยเสียงอู้อี้ว่า “พี่ใหญ่สั่งอย่างไร ข้าก็ทำอย่างนั้น”
หลี่ตงไหลยกมือขึ้น “พี่ใหญ่ ข้ารับรองว่าจะบุกอยู่แถวหน้า”
จางฉางโหย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ยังต้องตั้งจุดมั่นคง คืบหน้าไปทีละก้าว”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครพูดต่อ หลินเฟิงก็ลุกขึ้น
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเราจะตอบโต้คนเถื่อนอย่างเต็มรูปแบบ วิธีที่พวกเจ้าคิดมาล้วนต้องนำมาใช้”