คนขับรถม้าหลายคนร้องโอดโอย พลางรีบเข้าไปตรวจดูเพลารถ
เหล่าทหารก็ขมวดคิ้ว ก้มลงตรวจสอบ ก่อนพบว่าเพลารถขนาดใหญ่หักเพราะถูกน้ำหนักรถม้ากดทับจริง ๆ
“พวกเจ้าลากรถไปไว้ข้างทางก่อน อย่าขวางทางเข้าออกของผู้อื่น”
ทหารตะโกนสั่งแล้วหันไปมองรถม้าบนสะพานชัก
ทว่าเพิ่งก้าวออกไปได้ก้าวเดียว เขาก็รู้สึกได้ว่าพื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย
เขาพลันเงยหน้ามองไปยังที่ไกล
“รีบไปรายงานแม่ทัพฉิน มีเหตุผิดปกติ!”
ทหารร้องเตือนอย่างระแวดระวัง
ฉินฟางซึ่งยืนอยู่บนหอประตูเมืองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติเช่นกัน จึงทอดสายตามองจากที่สูง
ในสายตาเห็นจุดดำกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วอยู่ลิบ ๆ คล้ายกองทหารม้า
หัวใจของฉินฟางพลันเต้นระทึก
สายตาของเขาเลื่อนไปยังรถม้าบนสะพานชัก
“เร็วเข้า ผลักรถม้าลงไป แล้วยกสะพานชักขึ้น!”
ทหารเฝ้าเมืองพลันวิ่งตรงไปยังรถม้า
คนขับรถม้าสะบัดแส้เต็มแรง ฟาดใส่ม้าที่กำลังลากรถ
ทว่ารถหนักเกินไป ม้าสามตัวออกแรงสุดกำลัง แต่ก็ลากตัวรถให้เคลื่อนไม่ได้
หลังจากดิ้นรนออกแรงอยู่หลายครั้ง เชือกที่ใช้ลากรถพลันขาด ม้าพันธุ์ดีกระโจนหนีกระจัดกระจาย
คราวนี้ยิ่งน่าอึดอัดกว่าเดิม เหลือเพียงตัวรถที่เอียงคาอยู่บนสะพานชัก กดทับปลายด้านหนึ่งของสะพานไว้
จุดดำที่อยู่ไกลออกไปเคลื่อนที่รวดเร็วยิ่ง ค่อย ๆ กลายเป็นม้าศึกที่ควบทะยานเข้ามาทีละตัวในสายตาผู้คน
ฉินฟางตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์แล้ว จึงสั่งทหารเพิ่มให้ไปช่วยกันย้ายรถ
รถทั้งสองคันหนักเกินไป คันหนึ่งติดคาอยู่บนสะพานชัก อีกคันขวางอยู่ตรงปากประตูเมือง
คันหนึ่งกดทับสะพานชัก อีกคันขัดประตูเมืองไว้
ทหารสิบกว่าคนแบ่งเป็นสองกลุ่มไปยกรถม้า แต่ไม่อาจขยับรถหนักอึ้งเหล่านั้นได้แม้แต่น้อย
ฉินฟางร้อนใจ เขารู้แล้วว่าตนหลงกลแผนลวงของศัตรู
เขารีบตะโกนสั่งให้ทหารไปช่วยกันย้ายรถเพิ่ม
แต่กองทหารม้าที่อยู่ไกลออกไปเคลื่อนที่เร็วเหลือเกิน จากจุดดำที่กำลังเคลื่อนเข้ามาจนมองเห็นเงาทหารม้า ใช้เวลาเพียงสิบกว่าลมหายใจเท่านั้น