“ใต้เท้า เรื่องเป็นเช่นนี้ คราก่อนทั้งสองฝ่ายต่างติดภารกิจทางทหารเร่งด่วน จึงมิได้พูดคุยกันให้ชัดเจน”
ซูทูถ่งจ้องมองดวงตาของเขา รอให้กล่าวต่อ
จนหนทาง เฉินทงพ่านจึงฝืนใจเอ่ยขึ้น
“หลินเฟิงมีคู่หมั้นอยู่แล้ว”
ซูทูถ่งพลันประหลาดใจ “คราก่อน...”
เฉินทงพ่านลุกขึ้น ค้อมกายคำนับ
“คราก่อนมีธุระขัดจังหวะการพูดคุยจริง ตามที่หลินเฟิงกล่าว คู่หมั้นของเขาเป็นขุนนางในนครหลวง มีนามว่าเจียงอวิ้น”
“เจียงอวิ้น?”
ซูทูถ่งลูบเคราพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
“อืม ในราชสำนักมีขุนนางผู้นี้อยู่จริง เพียงแต่ไม่ค่อยรู้สถานการณ์ในครอบครัวของเขา...”
ก่อนเฉินทงพ่านจะได้พูด ซูทูถ่งก็ยกมือห้าม
“เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องนี้ก็ช่างเถิด เจ้ากลับบ้านไปพักสักสองสามวันก่อนค่อยว่ากัน”
หลังส่งเฉินทงพ่านกลับไปแล้ว
ซูทูถ่งก็ลุกขึ้นเดินวนไปมาในห้อง
ครานั้นเฉินทงพ่านกลับมาบอกเขาว่า ได้มอบเทียบวันเกิดของหลานสาวให้หลินเฟิงแล้ว ทั้งยังตกลงเรื่องนี้กันเรียบร้อย
ดังนั้นเขาจึงเล่าเรื่องนี้ให้ฮูหยินของตนฟังไปแล้ว
บัดนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ แล้วเขาจะจัดการอย่างไรดี?
เดินวนอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังคิดไม่ออกว่าจะอธิบายเรื่องนี้กับฮูหยินอย่างไร
“ใครก็ได้”
บ่าวคนหนึ่งยืนค้อมกายรับคำอยู่หน้าประตู
“ไปแจ้งหลิวจู่ปู้ ให้ชะลอฎีกาของแม่ทัพใหญ่ฉินไว้ก่อน”
“ขอรับ”
เฉินทงพ่านออกจากจวนทูถ่ง แล้วหันไปขึ้นเกี้ยวของตน
เขาถอนใจพลางกล่าว “หลินเฟิง อย่าหาว่าข้าใจร้าย เรื่องนี้เจ้าทำพังเองทั้งนั้น”
ยามนี้หลินเฟิงกำลังนั่งอยู่บนหลังม้าในท้องทุ่ง มองดูชาวนาที่กำลังเพาะปลูกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ