หลังจากเฉินทงพ่านและผู้ติดตามพักฟื้นอยู่ในอำเภอปินหลายวัน เหอจืออู่ก็รับตัวพวกเขาไปยังค่ายทหาร
ผ่านไปอีกสามสี่วัน เขาพาขุนนางกลุ่มหนึ่งมาขอบคุณหลินเฟิงและกล่าวลา
เฉินทงพ่านทำท่าลึกลับ ก่อนดึงหลินเฟิงเข้าไปในห้องด้านใน
“ท่านแม่ทัพหลิน ครั้งนี้ต้องขอบคุณที่ยื่นมือช่วยเหลือ ช่วยเฉินผู้นี้ให้พ้นจากเคราะห์ร้าย บุญคุณที่ช่วยชีวิตไว้ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงอีก ภายหน้าหากมีเรื่องใดให้เฉินผู้นี้ช่วยเหลือ ก็เอ่ยมาได้ตามตรง”
“ใต้เท้าเฉินเกรงใจเกินไปแล้ว การช่วยเหลือปราบโจรเป็นหน้าที่ของข้า ไยต้องกล่าวเช่นนี้ด้วย”
“ฮ่า ๆ ดี ในเมื่อท่านแม่ทัพหลินใจกว้าง เฉินผู้นี้ก็ไม่กล่าวมากความแล้ว”
เขาขยับเข้าไปใกล้หลินเฟิง แล้วลดเสียงลง
“ท่านแม่ทัพหลิน ท่านรับเทียบวันเกิดของหลานสาวซูทูถ่งไว้แล้ว เวลาก็ล่วงเลยมานานพอสมควร ครั้งนี้ให้ข้ากลับไปรายงานท่านทูถ่งถึงคำตอบที่แน่ชัดได้หรือไม่”
หลินเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็พลันนิ่งงัน
ข้าเคยรับเทียบวันเกิดตั้งแต่เมื่อใดกัน
เห็นเขาเหม่อลอย เฉินทงพ่านจึงรีบเอ่ยว่า
“เรื่องนี้ข้าเรียนท่านทูถ่งไปแล้ว ท่านทูถ่งยินดียิ่งนัก เกรงว่ายามนี้คุณหนูฉู่เจียวคงดีใจจนข่มตาหลับไม่ลงแล้ว”
“ช้าก่อน ๆ ใต้เท้าเฉิน เรื่องนี้เห็นทีจะมีความเข้าใจผิดบางประการ”
“อ้อ? เข้าใจผิดตรงไหนหรือ”
“ข้าจำได้ว่าตอนนั้นมีข่าวศึกเร่งด่วนเข้ามาเสียก่อน เรื่องนี้จึงถูกขัดจังหวะ อีกทั้งข้าก็ไม่ได้รับเทียบวันเกิด”
เฉินทงพ่านใช้นิ้วชี้หลินเฟิงพลางหัวเราะ
“ท่านนี่นะ ฮ่า ๆ ยังเขินอายอีก ฮ่า ๆ...”
หลินเฟิงรีบโบกมือ “เอ๊ะ ๆ ใต้เท้าเฉิน เรากำลังพูดเรื่องจริงจัง ข้าไม่ได้รับเทียบวันเกิดจริง ๆ”