ทางด้านหลินเฟิงกลับถูกขุนนางจากจวนตูฮู่หลายคนล้อมเอาไว้
ผู้นำคือเฉินทงพ่าน ขุนนางอีกสี่ห้าคนต่างพากันส่งเสียงเซ็งแซ่ เริ่มกล่าวฟ้องร้อง
หลินเฟิงปวดหัวจนแทบระเบิด
เพิ่งล่วงเกินญาติของฮ่องเต้ไปหมาด ๆ ครานี้ยังล่วงเกินขุนนางจากจวนตูฮู่เจิ้นซีอีก
ทั้งยังมีทหารชายแดน อ๋องฝู และคนเถื่อน
จากสถานการณ์ในยามนี้ เว้นแต่แม่ทัพใหญ่ฉินแห่งทหารประจำเมืองที่ยังไม่แสดงท่าทีชัดเจน หลินเฟิงก็ล่วงเกินคนไปทั่วแล้ว
เรียกได้ว่ามองไปทางใดก็ล้วนมีศัตรู
ในที่สุด เมื่อขุนนางหลายคนพูดจนเหนื่อยและหยุดปากลง
หลินเฟิงจึงยกมือขึ้นกล่าวว่า “เรื่องนี้ต้องให้จือเซี่ยนเฉาแห่งชิงสุ่ยเป็นผู้ดำเนินการ สืบหาความจริงให้กระจ่าง ส่วนผู้กระทำผิดกฎหมายจะไม่ปรานีเป็นอันขาด”
คนทั้งหลายล้วนเป็นขุนนางจากเมืองหลวงประจำแคว้น เมื่อได้ฟังคำของหลินเฟิงก็เห็นว่ามีเหตุผล
เรื่องนี้เป็นคดีอาญา สมควรส่งให้ที่ว่าการท้องถิ่นดำเนินการ จึงจะถูกต้องตามขั้นตอน
การมาพัวพันกันเช่นนี้ย่อมไม่เกิดประโยชน์
โดยเฉพาะใต้เท้าหวัง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้เป็นอย่างดี
เขาพยักหน้าให้เฉินทงพ่าน
เฉินทงพ่านจึงกล่าวว่า “ก็ดี ให้เซี่ยจู่ปู้ร่วมมือกับจือเซี่ยนเฉาจัดการคดีนี้เถิด”
เซี่ยจู่ปู้ผู้นั้นก็คือเซี่ยอวิ้นหลิง ผู้หลงใหลบทกวี
หลินเฟิงมองเฉินทงพ่านด้วยความสงสัย
“อ้อ ท่านแม่ทัพหลิน ข้าลืมบอกท่านไป เพราะท่านทูถ่งซูแห่งจวนตูฮู่เจิ้นซีเสนอชื่อ ราชสำนักจึงแต่งตั้งเซี่ยอวิ้นหลิงเป็นจือเซี่ยนเมืองชิงสุ่ยแล้ว ส่วนเฉาเต๋ออวิ้น จือเซี่ยนคนเดิม ถูกโยกย้ายไปเมืองหลวงประจำแคว้นเพื่อรับตำแหน่งอื่น”
ระหว่างกล่าว เขาก็ชี้แนะนำขุนนางหลายคน
