หลินเฉี่ยวเม่ยปรายตามองเขาอย่างดูแคลน
“ใครจะไร้ประโยชน์เหมือนเจ้า”
“เจ้านั่นแหละไร้ประโยชน์”
“โฮ่ กล้าเถียงข้าแล้วหรือ อยากโดนทุบหรือไร”
จ้าวซั่วค่อนข้างหวาดกลัวสตรีผู้นี้อยู่ในใจ หลังถูกนางทุบตีมาแล้วสองครั้ง เขาจึงรู้ว่านางเป็นคนใจร้อน
“ชิ บุรุษที่ดีไม่ต่อกรกับสตรี”
หลินเฟิงครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “โจรภูเขาพวกนั้นคงเป็นชาวนาที่รวมตัวกันขึ้นมา ฝีมือการต่อสู้ไม่น่าจะแข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องลอบโจมตี”
มีเพียงยามหลินเฟิงพูดเท่านั้นที่หลินเฉี่ยวเม่ยไม่โต้เถียง
เซี่ยจ้งกำลังเช็ดดาบเหล็กอยู่ด้านข้าง ครั้นได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยแทรกขึ้น
“หากพวกมันปักหลักป้องกันทางขึ้นเขา ที่นั่นย่อมรับมือได้ง่ายแต่บุกตีได้ยาก”
หลินเฉี่ยวเม่ยยิ้มกล่าวว่า “พี่ชายเคยล่อข้าลงจากเขาได้ครั้งหนึ่งแล้ว คราวนี้ก็ทำเช่นเดิมอีกก็พอ”
หลินเฟิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ
“ไม่ต้องกังวลไป โจรภูเขาพวกนั้นกล้าปล้นแม้แต่กองทัพหลวง แสดงว่าคงหิวโหยจนทนไม่ไหวแล้ว”
เขาจิบสุราอึกหนึ่ง สัมผัสรสเผ็ดร้อนที่ไหลผ่านลำคอ
“คนกับม้าหลายร้อยชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันหรอก พวกมันจำต้องลงจากเขาไปหาอาหาร”
“พวกมันก็ไม่รู้จักเลือกที่ตั้ง ค่ายใหญ่ชายแดนอยู่ห่างไปไม่ถึงสองร้อยลี้ แค่ยกมือก็ปราบได้แล้ว”
หลี่หู่เอ่ยเสริมขึ้นมาด้วย
“รอบด้านล้วนเป็นที่ราบ แถบนี้ภูเขาพบเห็นได้ยากนัก กว่าจะมีสักลูกก็เลยคร้านจะไปหาใหม่”
“เรียกว่าอยู่ใต้จมูกแท้ ๆ แต่กลับมองไม่เห็น”
หลายคนถกเถียงกันอื้ออึง ส่วนหลินเฟิงกำลังครุ่นคิดว่าจะผนวกอำเภอปินเข้าไว้ในเขตพัฒนาของตนได้อย่างไร
ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองชิงสุ่ย สามารถเชื่อมกับฐานที่มั่นชิงสุ่ยของเขา แล้วพัฒนาเป็นเขตเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์
