หลินเฟิงรีบยิ้มพลางก้าวเข้าไปต้อนรับ
“แม่ทัพซุนลำบากแล้ว”
“ลำบากบ้าบออะไร ข้ากำลังยินดีอยู่ต่างหาก”
กล่าวพลางกระโดดลงจากหลังม้า ก้าวเข้ามากอดหลินเฟิงแล้วตบแผ่นหลังเขาอย่างสนิทสนม
“เจ้าหนุ่ม เจ้ายิ่งทำให้ข้าเลื่อมใสขึ้นทุกวัน แม่ทัพทั่วชายแดนไม่มีใครกล้าทำเช่นนี้สักคน”
“ข้าถูกบีบจนไม่มีทางเลือก”
ซุนหยางยื่นปากเข้าไปใกล้หูหลินเฟิง
“หากให้เจ้ามานำทหารประจำเมืองตั้งแต่แรก คนเถื่อนคงไม่รู้จะหนีไปหลบร้อนที่ใดแล้ว”
หลินเฟิงยิ้มขื่น ไม่กล้ารับคำ
ซุนหยางปล่อยหลินเฟิง แล้วกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ดี ดีมาก เจ้าหนุ่ม แม่ทัพผู้นี้จะรอข่าวจากเจ้า เมื่อใดจะโต้กลับคนเถื่อน อย่าลืมเรียกข้าด้วย”
กล่าวจบก็ไม่รอให้หลินเฟิงตอบ หันหลังปีนขึ้นหลังม้า
“ไปกันเถิด เจ้าเด็กพวกนี้ยังท้องหิวกันอยู่”
พูดแล้วก็โบกแส้ม้าในมือ เร่งม้าวิ่งไปทางประตูค่าย
หลินเฟิงทำได้เพียงโบกมือส่งแม่ทัพรถศึกผู้ฉับไวเด็ดขาดผู้นี้จากไป
ยามนั้นฉุยอิ๋งก็เข้ามาอำลาหลินเฟิงเช่นกัน
นางจะติดตามทหารชายแดน 3,000 นาย ขนส่งเสบียงกลับค่ายใหญ่ชายแดน
ก่อนจากกัน นางบอกหลินเฟิงว่าบิดาและน้องสาวของเขาถูกส่งไปยังป้อมหลิ่งโตวจื่อแล้ว ให้เขาวางใจ
เรื่องเดียวที่ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจคือ จ้าวซั่วไม่ได้จากไปพร้อมฉุยอิ๋ง
กลับอยู่ต่อในค่าย
คุณชายรองผู้นี้ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ในหัว
หลินเฟิงสั่งให้คนกางกระโจมขึ้นใหม่ ใช้เป็นกองบัญชาการชั่วคราว
บัดนี้ในค่ายมีทหารอยู่กว่า 6,000 นาย
แน่นอนว่า ทหาร 2,000 นายของหลินเฉี่ยวเม่ยกับหลี่ตงไหล รวมถึงทหาร 1,000 นายของจางฉางโหย่กับอวี๋เหลย ต้องกลับไปประจำเขตป้องกันเมืองชิงสุ่ย
