หลินเฟิงเท้าศอกกับราวบนหอสูง กวาดตามองเหล่าทหารม้าคนเถื่อนโดยรอบ
เขาลอบคิดว่า หากทหารในค่ายแห่งนี้ล้วนเป็นกำลังพลที่ตนฝึกฝนมา คงพอเปิดประตูออกไปปะทะกับคนเถื่อนได้
น่าเสียดายที่กองทัพยามนี้ ส่วนใหญ่เป็นทหารที่จัดกำลังปะปนกัน
หากออกไปปะทะแนวรบของอีกฝ่าย เกรงว่าคงสูญเสียอย่างหนัก
จ้าวซั่วติดตามอยู่ข้างกายหลินเฟิง มองคนเถื่อนเกราะทองแดงสองคนจากที่ไกล
พวกเขาสังเกตเห็นได้ง่ายนัก เพราะสวมเกราะทองแดงทั้งตัวจนสะท้อนแสงสีทองใต้แสงตะวัน
“พี่ใหญ่ ท่านเคยสังหารคนเถื่อนเกราะทองแดงมาแล้ว พวกเราจะไม่หาทางจัดการเจ้าสองคนนั่นหรือ?”
“ถึงมีแค่สองคน ข้าก็ไม่กล้าออกไป”
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะข้ายังไม่บ้าบิ่นถึงขั้นคิดว่าตัวคนเดียวจะรับมือเกราะทองแดงสองคนได้”
“ก็จริง ได้ยินว่าเกราะทองแดงร้ายกาจยิ่งนัก”
“เจ้าได้ยินใครพูด?”
“เหล่าเฉิงน่ะ ตอนนั้นเขาอยากลองประมือกับคนเถื่อนเกราะทองแดงดู”
“เหล่าเฉิง?”
“อ้อ ก็คนนั้นที่พี่ใหญ่ฟันตายด้วยดาบในคราเดียว”
หลินเฟิงพยักหน้า “ช่วยไม่ได้ ตอนนั้นเขาค่อนข้างหยิ่งผยอง”
เมื่อจ้าวซั่วเอ่ยถึงเฉิงปิง ใจก็ยังรู้สึกเศร้าอยู่บ้าง
ถึงอย่างไรก็เป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง ทั้งยังติดตามบิดาของเขามาหลายปี
“เฮ้อ ที่สำคัญคือเขาไม่รู้ว่าพี่ใหญ่เก่งกาจถึงเพียงนี้ มิฉะนั้นคงว่าง่ายเจียมตัวไปแล้ว”
เซี่ยจ้งพลันร้องขึ้น “ท่านแม่ทัพ คนเถื่อนคิดจะทำอะไร?”
ทุกคนรีบหันไปมองคนเถื่อนเกราะทองแดงทั้งสอง
เห็นคนเถื่อนเกราะทองแดงลงจากม้า มือหนึ่งถือโล่ อีกมือหนึ่งถือดาบฟัน พร้อมตะโกนโหวกเหวก
เหล่าทหารม้าคนเถื่อนก็พากันกระโดดลงจากหลังม้า คว้าโล่และอาวุธขึ้นมา
