เหลือเพียงจางฉางโหย่วกับหลี่ตงไหลที่ไร้แรงกดดัน คอยต่อปากต่อคำกับหลี่สยงต่อไป
ทั้งสามดื่มสุราไปไม่น้อย ลิ้นพันกันจนพูดจาไม่ชัด ร่างกายโงนเงน นั่งแทบไม่อยู่
ท้ายที่สุด ทั้งสามก็ล้มคว่ำลงใต้โต๊ะ แล้วหลับสนิทเสียงกรนดังสนั่น
ผ่านไปหนึ่งเค่อ ท่ามกลางเสียงกรนกึกก้อง หลี่สยงพลันลืมตาขึ้น
เขาหมอบนิ่งอยู่บนพื้น ฟังเสียงกรนของอีกสองคนซึ่งยังดังต่อเนื่อง
จากนั้นค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา
ก่อนดื่มสุรา เขาสั่งไว้แล้วว่าไม่ว่าเกิดเรื่องใด ห้ามผู้ใดเข้ามาทั้งสิ้น
หลี่สยงมาถึงหน้าประตู แล้วเอียงหูฟัง ครั้นเห็นว่าด้านนอกเงียบสงบดี
จึงเปิดประตูออกไป ก่อนลงกลอนจากด้านนอก
หน้าประตูเรือนมีองครักษ์ยืนอยู่สองคน บนซุ้มประตูแขวนโคมไว้สองดวง แสงสีแดงสลัวส่องวูบไหว
หลี่สยงโงนเงนเปิดประตูใหญ่ แล้วโบกมือให้แก่องครักษ์ทั้งสอง
“ออกไปสูดอากาศสักหน่อย ไม่ต้องตามมา”
เขาเดินโซซัดโซเซ ราวกับเมามายจนแทบประคองตัวไม่ไหว
องครักษ์ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม ก่อนจะไม่ใส่ใจอีก
ไม่นาน เงาร่างของหลี่สยงก็ลับหายไปในความมืด
เขาเร่งฝีเท้ามาถึงเขตคุก
หลี่สยงเป็นผู้มีอำนาจและบารมีในปราสาท ทหารแทบทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับเขา
ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่เจ้าตัวต้องการ หรือธุระต่าง ๆ ที่คนในครอบครัวต้องจัดการ
ดังนั้น ใบหน้าของหลี่สยงจึงเป็นดั่งใบผ่านทาง ผู้ใดพบเห็นล้วนต้องยิ้มประจบและเรียกขานว่าใต้เท้า
หน้าประตูคุกมีทหารยืนเฝ้าอยู่สี่นาย อีกทั้งยังมีทหารลาดตระเวนเป็นชุด ๆ เดินผ่านไปมาเป็นระยะ
หลี่สยงมาถึงหน้าประตูแล้วเชิดคางขึ้น
“เปิดประตู”
“ใต้เท้าหลี่ ดึกดื่นป่านนี้ ท่านจะ...”