“ที่ถ้ำหินในภูเขาจำลองข้างสระล้างพู่กัน พวกมันขวางข้าไว้ข้างใน กระชากเสื้อตัวนอกออกแล้วสาดหมึกใส่ร่างข้า ก่อนจะใช้ไม้เรียวฟาดกระดูกข้าอย่างไม่ยั้งมือ”
“เหล่าครูและขันทีผู้อ่านหนังสือข้างกายเต็มตำหนัก ล้วนแต่ก้มหน้าทำเป็นหูหนวกตาบอดทั้งนั้น ใครบ้างจะกล้าเป็นปฏิปักษ์กับตระกูลใหญ่เพราะข้า”
กู้ม่อเฉินยกเปลือกตาขึ้นช้า ๆ ประกายตาลึกสุดฉายแววเย็นชาอำมหิต
“มีเพียงเฉินฉิงแห่งตระกูลเฉินแห่งอิ่งชวน ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งอยู่ทุกวันเช่นกัน ทุกครั้งที่พวกบุตรตระกูลใหญ่ตีข้าจนเหนื่อยแล้วแยกย้ายกันไป เขาก็จะคลานออกมาจากกองหิมะทั้งตัวเขียวช้ำ แล้วแบกข้ากลับตำหนักข้าง”
“ครั้งหนึ่ง ไอ้สารเลวจากตระกูลหลูคนนั้นถือไม้ไผ่จะฟาดข้า เขาพุ่งเข้ามา ใช้แผ่นหลังรับไว้แทนข้าถึงสามสิบครั้งเต็ม ๆ ทำให้ต้องนอนคว่ำดื่มโจ๊กเหลวอยู่สองเดือน”
กล่าวถึงตรงนี้ กล้ามเนื้อแผ่นหลังของกู้ม่อเฉินพลันเกร็งแน่น กระชากโซ่เหล็กที่เสาหินให้ส่งเสียงกราว
“ใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าเฉินฉิงเห็นแก่ตัว โลภเงินทอง เอาแต่คิดเล็กคิดน้อย อยากไต่เต้าขึ้นไปทุกวัน”
“แต่สำหรับคนที่เติบโตมาในน้ำเย็นเยียบเช่นข้า
ต่อให้ในปีนั้นเป็นเพียงสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง ที่เคยช่วยบังลมและให้ความอบอุ่นแก่ข้าในคืนเหมันต์อันหนาวเหน็บที่สุด
ตราบใดที่กู้ม่อเฉินยังไม่สิ้นลมหายใจ ข้าก็ไม่มีวันหันคมดาบเข้าหาลำคอของมัน”
“ยิ่งไปกว่านั้น เขาปฏิบัติต่อข้าราวกับเป็นพี่น้องแท้ ๆ”
ริมฝีปากโจวหวยหลี่ขยับ นิ้วที่ประคองชามน้ำสั่นระริก ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเฉินฉิงจึงมักอิจฉาคนอื่นที่มีร่างกายกำยำ ที่แท้ก็เพราะถูกกลั่นแกล้งจนหวาดกลัว
