ยามราตรี หิมะโปรยหนัก
ณ เรือนในจวนสกุลมู่ ห้องอุ่นริมธารา
สาวใช้เพิ่งเติมถ่านในเตาไฟ เสียงประกาศก็ดังขึ้นหน้าประตู
“ฮูหยิน!”
ฮูหยินสกุลมู่ แซ่ฟ่าน กำลังเฝ้าบุตรสาวคนโต มู่ทิงทิง ทำงานปักผ้า ได้ยินเสียงนั้น หางตาพลันกระตุกอย่างบอกไม่ถูก
“เรื่องใด?”
บ่าวรับใช้ลังเล ก่อนจะตอบอย่างตะกุกตะกักว่า “เป็นที่เรือนหน้า… เกิดเรื่องแล้ว ท่านพ่อบ้านโจว บอกว่า ขอเชิญท่านไปด้วยตนเองเจ้าค่ะ”
มู่ทิงทิงที่อยู่ข้างกายก็วางโครงปักในมือ ขมวดคิ้วไม่พอใจ
“ป่านนี้แล้ว เรื่องใดจะต้องให้ฮูหยินไปเอง?”
บ่าวรับใช้พลันขาอ่อน คุกเข่าลงกับพื้น เสียงสั่นตอบว่า “คือ… คือคุณหนูเซี่ย! นางกลับมาแล้ว!”
ได้ฟัง ร่างของสกุลฟ่านแข็งทื่อ ใบหน้าซีดขาวในพริบตา
——
ณ ห้องโถงใหญ่จวนสกุลมู่ ประตูปิดสนิท
ที่ระเบียงนอกห้องโถง กลับเต็มไปด้วยบ่าวรับใช้ที่ซุบซิบกระซิบกระซาบ
“ชุนเถา ข้าจำได้ว่าวันนั้นเจ้าเป็นคนส่งอาหาร เจ้าแน่ใจหรือว่าตนดูชัด?”
“คนตายไปแล้ว จะฟื้นคืนได้อย่างไร?”
“ยามประตูว่า บนตัวนางยังเปื้อนโคลนดำนอกเมือง ดูคล้าย… เพิ่งคลานออกมาจากดิน!”
“ในโลกนี้จะมีวิญญาณจริงหรือ?”
“ชุนเถา… เจ้าพูดสิ! ตกใจจนโง่ไปแล้วหรือ?”
“อย่าถามนางเลย ข้าได้ยินว่า ศพถูกพ่อบ้านโจวพาคนไปฝังอย่างเงียบๆ เรื่องนี้เกรงว่ามีเพียงเขาที่——”
“หึ่ม!”
เมื่อฮูหยินสกุลฟ่านมาถึง ผู้คนพลันแหวกออกสองข้าง ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอีก
“พ่อบ้านโจวอยู่ไหน?”
“ฮูหยิน ท่านพ่อบ้านโจว… ยังอยู่ข้างใน มิได้ออกมาเลย”
สกุลฟ่านชะงัก คล้ายอยากพูดแต่ก็หยุดไว้
ครู่หนึ่ง นางถอดลูกประคำที่ข้อมือ กำไว้ในมือ มองบานประตูห้องโถงหนาหนัก แล้วจึงกำชับว่า “แยกย้ายกันไป หากมิได้รับอนุญาตจากข้า ผู้ใดห้ามเข้ามา”
ภายในห้องโถง เทียนสูงส่องสว่าง สตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงกลาง ใบหน้าเลือนราง ร่างบางเบา
ได้ยินเสียง นางกลับไม่ยอมเงยหน้า ดวงตายังคงจับจ้องที่แห่งหนึ่งอย่างเย็นชา
มองตามสายตานางไป พ่อบ้านโจวผู้สุขุมเยือกเย็นมาโดยตลอด กลับหมอบราบกับพื้น ตัวสั่นงันงก
“มีผี…”
“ฮูหยิน ในโลกนี้มีผีจริงๆ!”
“นาง… นาง… กลับมาแล้ว!”
ในชั่วขณะที่เห็นเงาร่างของสกุลฟ่าน เขาแทบใช้ทั้งมือทั้งเท้า ซวนเซคลานเข้ามาใกล้ คำพูดสับสนอลหม่าน ล้วนเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
สกุลฟ่านขมวดคิ้วลึก หมายจะเอ็ดตะโรสักคำ
ทว่า เมื่อนางเห็นใบหน้าสตรีในห้องโถงชัดเจน โลหิตทั่วร่างก็เย็นเยือกไปครึ่งหนึ่ง
“ซีม่อ…”
ภายใต้แสงเทียนที่สาดส่อง ใบหน้าของสตรีผู้นั้นขาวซีด คิ้วตาเย็นชา หางตาดั่งแต้มสีแดงสด ไม่แสดงออกถึงความงามเย้ายวน หากแต่เป็นสง่าราศีในตัว
นางสวมเพียงอาภรณ์เดี่ยวสีขาวจันทร์ ครึ่งตัวเปื้อนโคลน ทว่ารองเท้าซาตินปักลายดอกบัวเลื้อยที่เท้า กลับคุ้นตายิ่งนัก
เพียงแค่แรกเห็น สกุลฟ่านผู้มีจิตสำนึกผิดก็อดไม่ได้ที่จะถอยหลังหลายก้าว
“เป็นไปได้อย่างไร? เจ้ามิได้…”
“ไม่ เจ้ามิใช่เซี่ยซีม่อ”
“เจ้าเป็นผู้ใดแน่?”
นางดึงสติ เอามือลูบอก นอกจากความหวาดกลัว ยังเจือความระแวงขึ้นหลายส่วน
ครั้นเผชิญกับคำถามซีดเซียวไร้พลังเหล่านั้น เซี่ยซีม่อกลับไม่แยแสแต่อย่างใด นางยังคงนั่งเงียบอยู่ที่นั่น ไม่เอื้อนเอ่ย
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ สกุลฟ่านก็ยิ่งตื่นตระหนกไม่เป็นอัน
นางไม่เคยเชื่อเรื่องเทพภูตผี ยิ่งไม่เชื่อว่าคนตายจะฟื้น
ทว่าเรื่องตรงหน้านี้เล่า จะอธิบายเช่นไร?
คนที่แม้แต่ศพยังแข็งทื่อ ไฉนจู่ๆ จึงมีชีวิตขึ้นมา?
ในความเงียบ เปลวเทียนวูบไหว ลึกลับคลุมเครือ
เซี่ยซีม่อเอื้อนเอ่ยแล้ว เสียงเย็นเยียบ ดั่งมิใช่คนในโลกมนุษย์
“บิดาของข้าคือแม่ทัพปกป้องชาติเซี่ยชิงผู้เลื่องชื่อทั่วหล้า มารดาข้าแซ่มู่ เป็นจิตรกรหญิงอันดับหนึ่งแห่งต้าฉี ทั้งยังเคยเป็นบุตรสาวสายตรงเพียงหนึ่งเดียวของจวนนี้…”
“ชื่อของข้า——ซีม่อ เป็นชื่อที่ท่านตาตั้งให้ หมายถึง ‘ถนอมหมึก’”
“เจ้า(มึง)ถามว่าข้าเป็นผู้ใด? เช่นนั้นข้าจะเริ่มจากหกปีก่อน เล่าให้เจ้าฟังทีละเรื่อง”
น้ำเสียงนางเยือกเย็น ประหนึ่งกล่าวถึงเรื่องที่มิได้เกี่ยวอันใดกับตน
สกุลฟ่านกลับสั่นสะท้านทั่วร่างอย่างห้ามไม่อยู่
หกปีก่อน แม่ทัพปกป้องชาติเซี่ยชิงพลีชีพเพื่อชาติ ภรรยาแซ่มู่ก็ตายตามสามี ทิ้งบุตรสาวกำพร้าวัยสิบขวบเซี่ยซีม่อ ถูกท่านลุงมู่เจิงเก็บมาดูแล ฝากเลี้ยงในจวน
บุตรสาวกำพร้าแห่งตระกูลเซี่ยร่างกายอ่อนแอ ป่วยเป็นโรคขาดพร่อง ต้องใช้โอสถราคาแพงบำรุงกายทุกวัน สิ้นเปลืองมากนัก
หากมิใช่ว่า นางหมั้นหมายกับบุตรชายคนโตแห่งโหวเหรินเซวียน หนึ่งในโหวสร้างชาติ ตั้งแต่เล็ก ได้รับการอุปถัมภ์จากจวนโหว มิเช่นนั้นด้วยฐานะจวนสกุลมู่ในเวลานั้น เกรงว่าไม่อาจแบกรับได้เลย
บรรพบุรุษตระกูลมู่เคยมีกวีและบัณฑิตสง่างามมากมาย แต่น่าเสียดายที่มีบุตรยาก สืบทอดมาถึงรุ่นนี้ บุตรชายเหลือเพียงมู่เจิงคนเดียว
ส่วนมู่เจิงนั้นไร้เล่ห์เหลี่ยม ครึ่งชีวิตอับเฉา รับราชการเป็นขุนนางกระจอกชั้นแปดในราชสำนักเท่านั้น
เขาได้รับการเสนอชื่อจากโหวเหรินเซวียน ถูกฮ่องเต้ทรงเลื่อนขั้นเป็นจงซูซื่อหลาง เข้าเมืองหลวงรับตำแหน่ง หลังจากนั้นก็นับว่าได้ดีตามลำดับ
ตระกูลมู่รุ่งเรืองเพราะจวนโหว แต่วาสนาของเซี่ยซีม่อ กลับพลิกผันด้วยเหตุนี้เช่นกัน
สี่ปีก่อน ฮูหยินแห่งโหวเหรินเซวียนลงใต้ ผ่านอำเภอซีหลิง คิดถึงบุตรสาวกำพร้าของแม่ทัพเซี่ย หมายจะมาดูกับตาสักครั้ง
เพียงแต่ในวันนั้น เซี่ยซีม่อป่วยเป็นหวัด กำลังนอนซมบนเตียง
สกุลฟ่านไม่ยอมพลาดโอกาสดี คิดแผนหนึ่งขึ้นได้ กลับให้มู่ทิงทิงบุตรสาววัยเดียวกันสวมรอยแทนลูกพี่ลูกน้อง เข้าเฝ้าฮูหยินโหว
หลังจากนั้น ฐานะของเซี่ยซีม่อในสกุลมู่ก็ตกต่ำถึงขีดสุด ถูกสกุลฟ่านอ้างว่า “ตั้งใจพักฟื้นเงียบๆ ไม่พบปะแขกนอก” จับขังไว้ในเรือนเล็ก ปล่อยให้เป็นตายร้ายดี
แผนการนี้ เดิมทีจะต้องสำเร็จสมบูรณ์เมื่อมู่ทิงทิงออกเรือนเข้าจวนโหวในนามของเซี่ยซีม่อ
น่าเสียดาย กลางคันกลับเกิดอุปสรรค
สามวันก่อน เซี่ยซีม่อหนาวตายในเรือนเล็ก สาวใช้พบตอนศพก็แข็งทื่อแล้ว
สกุลฟ่านส่งคนเอาศพไปฝังอย่างลับๆในคืนนั้น คิดว่าเพียงเท่านี้ก็จะปิดฟ้าลวงดินได้ ไร้กังวลเบื้องหลัง
ผู้ใดคาดคิด คนที่ตายไปแล้ว กลับคืนมาด้วยตนเอง
ฟังเซี่ยซีม่อเอ่ยเรื่องราวในอดีตอย่างเย็นชาราวกับตุลาการปรโลกขับลำนำพิพากษาอย่างไร้ปรานี
สกุลฟ่านเย็นวาบไปทั้งร่าง ไม่อาจระงับความหวาดกลัวในใจ ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกาย
นางหมุนลูกประคำในมือ หลับตาลงอย่างเจ็บปวด คล้ายกำลังต่อสู้ดิ้นรนบางอย่าง
“ซีม่อ… เป็นท่านอาไม่ดีต่อเจ้าจริงๆ”
“แต่ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าได้แต่… ทำผิดต่อไป”
คำพูดคลุมเครือนัยอันใด แม้สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ในแววตากลับมีประกายวูบไหว ซ่อนจิตสังหาร
“หากให้… ฮูหยินโหวเหรินเซวียนล่วงรู้ ว่าในปีนั้นพวกเราสกุลมู่หลอกนาง ผลที่ตามมาย่อมไม่อาจคาดคิด”
“ตัวเจ้าก็วาสนาน้อย สูญเสียบิดามารดาตั้งแต่เยาว์ ร่างกายก็ไม่ดี ต่อให้แต่งเข้าจวนโหว จะมีอนาคตดีอันใดได้เล่า?”
“สู้——ยกให้พี่สาวของเจ้าเสียดีกว่า”
คำพูดสิ้นสุด ก็เห็นสกุลฟ่านลุกพรวด มือขวาถือของประดับหยกชิ้นหนึ่ง เหวี่ยงจะฟาดใส่เซี่ยซีม่อ…
ในขณะนั้น กลับมีลมเย็นวูบหนึ่งพัดขึ้นจากพื้น กระหน่ำนางจนล้มคว่ำลงกับพื้น
ของประดับหยกตกแตก เป็นสองเสี่ยง
พ่อบ้านโจวร้องดัง ตกใจจนมุดเข้าไปใต้โต๊ะ สั่นระริก
สกุลฟ่านนิ่งอึ้งบนพื้น เห็นลมเย็นนั้นยังวนเวียนอยู่รอบตัว ก็อดไม่ได้ที่จะกรีดร้องขึ้นทันที
มีเพียงเซี่ยซีม่อ ที่ลุกขึ้นอย่างเย็นชา อยู่สูงกว่า มองลงมาด้วยสายตาเย็นเยียบ
ร่างบางของนาง ทอดเงาลงบนพื้น กลับมีพลังอำนาจมิอาจล่วงเกิน
“รู้ไหมว่า ‘วิญญาณร้ายไม่สลาย’ คืออะไร?”
สกุลฟ่านหน้าซีดดั่งดิน รู้สึกเพียงลำคอถูกบีบรัด ไร้สิ้นเสียง
เซี่ยซีม่อจึงถามต่อว่า “เช่นนั้น ยังจำได้หรือไม่ ว่าบนตัวเจ้านั้นแบกชีวิตคนไว้สามศพ?”