ขันทีโจวเหลือบมองไปทางห้องหนังสือ ก่อนตอบเสียงเบาว่า “ฝ่าบาททรงเขียนมาทั้งคืนแล้ว แต่ดูเหมือนยังไม่พอพระทัย บัดนี้ก็ยังทรงเขียนอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เซียวถิงเยี่ยนแค่นเสียงเย็น ลากหยุนหลวนตรงไปยังห้องหนังสือ
ฮ่องเต้ทรงฉลองพระองค์ชุดลำลอง พระพักตร์ดูอิดโรยและชราภาพอย่างยิ่ง
เพียงคืนเดียว ราวกับพระองค์แก่ลงไปสิบกว่าปี
พระองค์ประทับอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ มือกำพู่กันไว้แน่น เหม่อลอยไม่รู้สึกตัว ครั้นได้ยินเสียงฝีเท้าก็ค่อย ๆ เงยพระพักตร์ มองไปยังประตู
เมื่อทอดพระเนตรเห็นเซียวถิงเยี่ยนพาหยุนหลวนเข้ามา พระองค์ก็สะดุ้ง พู่กันในพระหัตถ์ร่วงลง หมึกกระเซ็นเปรอะเปื้อนราชโองการที่ทรงเขียนค้างไว้จนเสียหาย
พระองค์รีบลุกขึ้น ตรัสเสียงสั่นเครือว่า “ถิงเยี่ยน... เจิ้นมิได้ตั้งใจ เจ้าอย่าโกรธเลย”
“เจิ้นจะเขียนใหม่เดี๋ยวนี้ เขียนใหม่ให้เจ้าพอใจเป็นแน่”
เซียวถิงเยี่ยนไม่แม้แต่จะเหลือบมองฮ่องเต้ เขาหาที่นั่ง ประคองหยุนหลวนให้นั่งลง จากนั้นจึงสั่งขันทีโจวให้นำชาและของว่างมา
เมื่อจัดแจงให้หยุนหลวนนั่งเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหันไปมองฮ่องเต้ที่กำลังตื่นตระหนก
ฮ่องเต้ในยามนี้ยังจะเหลือเค้าความองอาจผึ่งผายและเด็ดขาดเฉียบขาดดังเช่นในวันวานได้อย่างไร พระองค์ดูไม่ต่างจากพยัคฆ์ที่ถูกถอนเขี้ยวเล็บ เหลือเพียงหนังลายพาดกลอน แต่มีใจขลาดกลัวไม่ต่างจากแมว
เขาเดินไปถึงโต๊ะหนังสือ หยิบกระดาษที่หมึกหกเปรอะขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด
เมื่ออ่านจบ แววขุ่นเคืองก็วาบผ่านดวงตา เขาสะบัดกระดาษใส่พระพักตร์ฮ่องเต้อย่างแรงโดยไม่ลังเล
“นี่หรือราชโองการสำนึกผิดที่เจ้าพูดถึง เซียวฉงซาน นี่คือการกลับใจของเจ้าหรือ พระบิดาสิ้นพระชนม์อย่างไร พระมารดาของข้าสิ้นพระชนม์อย่างไร... ตลอดหลายปีมานี้ ขุนนางผู้ภักดีและแม่ทัพผู้เก่งกล้าของแคว้นหนันฉูถูกริบทรัพย์และล้างตระกูลทีละคนอย่างไร จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินกับกองทัพตระกูลหยุนเก้าหมื่นนายถูกหลอกไปสังหารหมู่อย่างไร เหตุใดเจ้าถึงไม่เอ่ยถึงสักคำ”
