สามวันต่อมา เซิ่งอีอีก็ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านไปพักฟื้น
เซิ่งเหลียนเจี๋ยมารับเธอที่โรงพยาบาล
ตอนเดินมาถึงหน้าห้องผู้ป่วย เขาบังเอิญได้ยินเซิ่งอีอีบ่นกับเหอจิ้งซูว่า
“ฉันไม่ยอมแพ้หรอก! แค่โพสต์นั้นก็เสียเงินไปตั้งห้าหมื่นแล้วนะคะ! แม่มีคนที่ช่วยโพสต์ต่อได้อีกไหม?
วิธีนี้ได้ผลดีจะตาย ทำให้เธอจมกองคำด่าของทุกคนได้อย่างรวดเร็ว!”
“เซิ่งอีอี!”
เซิ่งเหลียนเจี๋ยผลักประตูห้องผู้ป่วยเปิดออกอย่างแรง เสียงดังสนั่นทำเอาเหอจิ้งซูกับเซิ่งอีอีสะดุ้งโหยง!
เหอจิ้งซูตบอกตัวเองพลางหายใจให้หายตกใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่พอใจว่า
“โธ่ เสี่ยวเจี๋ย ลูกทำอะไรน่ะ? คิดจะทำให้แม่กับอีอีตกใจจนเป็นอะไรไปหรือไง?”
เซิ่งเหลียนเจี๋ยไม่สนใจคำตำหนิของแม่ เขาเดินตรงไปข้างเตียงของเซิ่งอีอี แล้วจ้องเธอจากด้านบนด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
“เซิ่งอีอี พูดคำเมื่อกี้อีกทีสิ! เธอยังคิดจะทำอะไรเนี่ยนเนี่ยนอีก?”
“ฉัน! ฉัน ๆ ๆ ฉันพูดหรือไงว่าจะทำอะไรเธอ? พี่ได้ยินจากหูข้างไหน?”
เซิ่งอีอีปฏิเสธไม่ยอมรับ
เซิ่งเหลียนเจี๋ยยื่นภาพหน้าจอโพสต์นั้นไปตรงหน้าเซิ่งอีอี แล้วถามเสียงขุ่นว่า “นี่มันอะไร?”
เซิ่งอีอีทำเป็นไม่รู้เรื่อง ก้มมองโพสต์ซ้ำไปซ้ำมา “นี่อะไรคะ? ‘หญิงแซ่ซูมีลูกทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน’...
พี่ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? ซูเนี่ยนมีลูกทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงานก็เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอ?”
เซิ่งเหลียนเจี๋ยหัวเราะด้วยความโมโห “อ้อ? แค่เห็นแวบเดียวก็รู้แล้วว่าโพสต์นี้พูดถึงเนี่ยนเนี่ยนไม่ใช่หรือไง? เมื่อกี้ยังบอกว่าไม่รู้เรื่องอยู่เลยนี่”
เซิ่งอีอีชะงักไป รีบแก้ตัวว่า
“กะ...ก็กลุ่มบริษัทลู่ คนแซ่ซู แล้วก็มีลูกทั้งที่ยังไม่ได้แต่งงาน ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใครได้ล่ะ?
