วิญญาณสาวในวังเจินหวน

บทที่ 4 อันหลิงหรง 3

8 นาที· 1.9K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

“จริงสิ อย่าลืมส่งของขอบคุณไปตระกูลเซี่ยด้วย เดิมทีเราลืมซิ่วหนวที่อยู่ในสังกัดธง ก็มีเซี่ยเวยเตือน”

เล่อฉู่เฮ่อเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่ตนก็มิได้วุ่นวายอันใด แต่กลับละเลยเรื่องนี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม ตระกูลเซี่ยเป็นเปาอีจั่วหลิง ย่อมรู้เรื่องในวังมากกว่าตน ก่อนหน้านี้เห็นเซี่ยเวยเป็นคนหยาบกระด้าง เห็นเซี่ยตงชุนส่งเสียงเอะอะโวยวาย ก็ล้วนว่าเซี่ยเวยนั้นสมองคงมีแค่นั้น ไม่คาดว่าคนหยาบกระด้างผู้นี้ ภายนอกดูมุทะลุ ภายในกลับใส่ใจรายละเอียด คิดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ “หึ” เล่อฉู่เฮ่อแค่นเสียง ก็แค่อาศัยฮูหยินผู้มีสมองดีเท่านั้น “หม่อมฉันทราบแล้ว ส่งคนไปแล้วเพคะ” ฮูหยินกวัลเจียทำเรื่องพวกนี้จนคล่องมือแล้ว การรับส่งไมตรีเช่นนี้จัดการไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว

ย้อนกล่าวถึงจวนเซี่ย แม้ตระกูลเซี่ยจะเป็นฮั่นจวินฉี แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเปาอีจั่วหลิง สายตระกูลเซี่ยเวยสังกัดกองธงประดับเหลือง ซึ่งเป็นกองธงบนสามกองธงของฮั่นจวินฉี แม้ตำแหน่งขุนนางจะมิอาจเรียกได้ว่าสูงส่งนัก แต่ในกรมมหาดเล็กก็พอมีปากมีเสียง มิอาจก้าวขึ้นเป็นหัวหน้ากรมได้ ทว่าญาติพี่น้องกระจายอยู่ทุกซอกมุมของกรมมหาดเล็ก วันนี้ตอนคัดเลือกซิ่วหนว ความวุ่ยวายของคุณหนูของบ้านก็ถูกส่งกลับมาถึงจวนแล้ว โชคดีที่ฮ่องเต้มิได้ทรงถือสา เดิมทีคิดจะถวายของกำนัลแด่ฮ่องเต้แล้วรับบุตรสาวกลับมาสู่ขอแต่งงานก็พอแล้ว มิคาดว่าฮ่องเต้จะถูกพระทัยคุณหนูผู้ไร้มารยาทของบ้านตนจริง ๆ เซี่ยเวยนั่งถอนหายใจอยู่ข้างเตียงฮูหยินตน “พอเถิด ชุนเอ๋อร์มีวาสนาเช่นนี้ เราก็ได้แต่ยินดีรับไว้ ท่านรีบเก็บสีหน้าเสีย” ฮูหยินเซี่ย常年汤药不离口,虽是夏日,照样捂着厚厚的棉被。 เซี่ยเวยยกมือกุมหน้าผาก “ข้ามิใช่ไม่รู้ว่าพระมหากรุณาธิคุณนั้นยิ่งใหญ่ แต่ว่าฮูหยิน วันนี้... ชุนเอ๋อร์กระทั่งมารยาทการถวายบังคมยังไม่ใคร่ชัดเจนเลย” คิดถึงการปั้นน้ำเป็นตัวในวันคืนเร่งด่วนนั้น เลือดในหัวแทบพุ่ง เซี่ยเวยเพียงรู้สึกติดขัดในอก “บัดนี้พูดไปก็สายเสียแล้ว ข้าได้ยินว่า ท่านอันเสี่ยวจูผู้นั้นเป็นคนดี และฉลาดกว่าชุนเอ๋อร์ของเราด้วย วันนี้เจ้าเกือบทำผิดมงคลแล้ว” เซี่ยเวยก้มหน้า ชายผ้าห่มให้ฮูหยินตนตรงมุมที่เรียบอยู่แล้ว “ข้ามิได้... เพียงคิดว่าชุนเอ๋อร์好不容易มีสหายที่คบกันได้ คิดว่า...” เสียงของเซี่ยเวยเบาลงเรื่อย ๆ ภายใต้สายตาของฮูหยินเซี่ย “แค่ก ๆ” เซี่ยเวยลุกขึ้น ลูบหลังฮูหยินเซี่ยเบา ๆ “ฮูหยินอย่าเพิ่งร้อนใจ ข้ารู้ว่าตัวเองสมองไม่ดี ท่านค่อย ๆ พูดเถิด อย่าใจร้อน” ฮูหยินเซี่ยตบเซี่ยเวยทีหนึ่ง “เจ้ายังจะกล่าวอีก หากมิใช่หรูฟางไปทัน เจ้าคงรับอันเสี่ยวจูเข้าจวนแล้ว” เซี่ยเวยเงียบงัน ก้มหน้าลง “เจ้ามองดูสิ บัดนี้คนที่ต่อต้านฮ่องเต้ยังเหลืออยู่กี่คน? แล้วพวกขุนนางในอดีตเล่า? ตอนนี้บุตรสาวเจ้ายังมิทันเข้าวัง เจ้าก็จะช่วยนางผูกสัมพันธ์สร้างพวกพ้อง?” “จะสาหัสถึงเพียงนั้นได้อย่างไร...” เซี่ยเวยมิใคร่ยอมรับนัก ฮูหยินเซี่ยถอนหายใจยาว ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณชายของบ้านตนจึงมีร่างกายแข็งแรงนัก “ฟังข้า มิเช่นนั้นก็อย่ามาเรือนนี้” ฮูหยินเซี่ยเลือกใช้การบังคับ เพราะการพูดเหตุผลนั้นมิอาจใช้ได้ผล “ข้าจำได้แล้ว” การเข้านอนในเรือนมิได้ย่อมไม่ได้ เซี่ยเวยเลือกยอมจำนน “พอเถอะ เมื่อก่อนด้วยกายของข้า พวกเจ้าจึงไม่ให้ข้าต้องกังวล แต่ชุนเอ๋อร์ไปสร้างเรื่องวุ่นวายในวังเช่นนี้ ย่อมถูกบรรดาผู้สูงศักดิ์จดจำได้แน่ เจ้าจงเล่าให้ข้าฟังหน่อยว่า เจ้าได้ทำอะไรลงไปบ้าง” ฮูหยินเซี่ยแต่เดิมไม่อยากยุ่งเรื่องราว เพราะด้วยกายของนางเช่นนี้ หากคิดมากย่อมทนไม่ไหว แต่พอรู้ว่าเซี่ยเวยตอนบ่ายส่งคนไปรับอันเสี่ยวจูเข้าจวนพักชั่วคราว นางจึงจำต้องให้หมอประจำจวนต้มน้ำซุปโสมเข้มข้นมาพยุงสติ “ข้ามิได้ทำอะไร เพียงเตรียมจะส่งของไปถวายฮองเฮา ให้พระองค์ได้โปรดเมตตาชุนเอ๋อร์ของพวกเรา” ฮูหยินเซี่ยได้ยินดังนั้นก็ตาพร่ามืดแทบจะเป็นลม เซี่ยเวยตกใจโอบกอดฮูหยินตนไว้แล้วรีบเรียกรับใช้ เกิดความสับสนอลหม่านครู่หนึ่ง ฮูหยินเซี่ยลืมตาขึ้นก็เอ่ยคำว่า “ศัตรูคู่แค้น” ในบทเดิม เซี่ยเวยส่งของถวายฮองเฮาโดยที่ฮูหยินเซี่ยไม่รู้เลย เพราะไม่มีเรื่องการรับอันหลิงหรงเข้าจวน จวนมิได้เกิดความวุ่นวายใหญ่โต และไม่มีใครกล้าไปยุ่งถึงฮูหยิน ดังนั้นฮูหยินเซี่ยจึงมิใคร่ทราบว่าคุณชายและบุตรสาวผู้บุ่มบ่ามของตนทำอะไรลงไปบ้าง เซี่ยเวยเม้มปากแน่น ไม่กล้าเอื้อนเอ่ย แต่เดิมที่บุตรสาวตนก่อเรื่องวุ่นวายในวังก็มิคิดจะบอกฮูหยิน มิคาดว่าที่ตนส่งคนไปรับอันเสี่ยวจูจะถูกคนในเรือนฮูหยินรู้เข้า จึงจำต้องเล่าให้ฮูหยินฟัง เมื่อทุกคนออกไปแล้ว เซี่ยเวยเดินไปข้างเตียง ชำนาญดุจเคยจับหูตนแล้วคุกเข่าลงพื้น ฮูหยินเซี่ยมิเห็น ริมฝีปากพึมพำว่า “เจ้ามองดูในจวนเรา นอกจากตงซิงกับตงหยวนแล้ว เคยมีลูกอนุบ้างไหม?” เซี่ยเวยมีอนุหลายคน ฮูหยินเซี่ยเช่นนี้ ผู้อยู่รอดได้ก็เป็นบุญแล้ว ย่อมมิอาจปรนนิบัติเซี่ยเวยได้ ดังนั้นอี๋เหนียงในจวนล้วนเป็นผู้ที่ฮูหยินเซี่ยเลือก เซี่ยเวยส่ายหน้า “เพราะเหตุใดจึงไม่มี?” ฮูหยินเซี่ยทำลายการมีบุตรของอี๋เหนียงในจวนอย่างเปิดเผย เซี่ยเวยก็รู้ด้วย เหตุผลคือเพื่อมิให้บุตรชายสองคนของตนและบุตรสาวผู้หนึ่งซึ่งเหมือนสาวโง่เขลาเบาปัญญาต้องน้อยเนื้อต่ำใจ เซี่ยเวยไม่พูด เขารู้เรื่องนี้ดี และมิได้มีความเห็นค้าน มาบัดนี้คิดดูแล้ว ตำหนักหลังของฮ่องเต้ก็มิใคร่มีบุตรเช่นกัน “ข้าผิดไปแล้ว” เซี่ยเวยเพียงมุทะลุ แต่เมื่อเทียบกับบุตรสาวผู้เป็นเหมือนสาวโง่เขลาเบาปัญญาของตนแล้ว ก็ยังพอมียางอายอยู่บ้าง ฮูหยินเซี่ยไม่สนใจเขา แต่กลับเรียก “หรูฟาง” “เรียกตู้รั่วกับไห่ถังมา” ในเมื่อบุตรสาวถูกคัดเลือกเข้าแล้ว จะทุกข์โศกเพียงไรก็ไร้ประโยชน์ สู้ให้นางตื่นตัวเสียแต่ตอนนี้ ยังดีกว่าปล่อยให้นางตื่นเต้นพุ่งเข้าไปในวังหลัง คิดถึงคำที่หรูฟางบอก กับคำของอันเสี่ยวจู ฮูหยินเซี่ยฝืนประคองสติ นึกถึงสินสมรสของตน ให้หรูฟางหยิบแท่งเงินก้อนหนึ่งกับเมล็ดแตงทองคำหนึ่งกล่อง พร้อมทั้งผ้าแพรหลายพับที่ทันสมัย เตรียมส่งไปจวนกวัลเจียที่อันเสี่ยวจูพักอาศัยชั่วคราว หลายวันมานี้ฮูหยินเซี่ยปักเข็มเงินไว้บนศีรษะ ฝืนพยุงสติ พร่ำสอนเซี่ยตงชุนเรื่องเล่ห์กลของในบ้าน ละเอียดลออทุกขั้นตอน พร้อมทั้งย้ำให้นางตามอันเสี่ยวจูไปด้วย ตราบใดที่ไห่ถังกับตู้รั่วข้างกายนางบอกว่าอันเสี่ยวจูไม่ทำร้ายนาง ก็คบหาได้ เซี่ยตงชุนจำได้แล้ว นางโปรดปรานท่านแม่ของนางที่สุด แต่น่าเสียดายที่ท่านแม่ป่วย ตั้งแต่เล็กจึงมิอาจอิงซบตักท่านแม่ได้ตามใจ บัดนี้เมื่อเห็นเข็มเงินยาวหนาบนศีรษะท่านแม่ เซี่ยตงชุนก็กลั้นน้ำตา ตั้งใจฟัง

สงบเงียบไปสองวัน วังก็ส่งคนมาประกาศพระบัญชา เช่นเดิมกับบทเดิม อันหลิงหรงได้เป็นตาอิ้ง เซี่ยตงชุนได้เป็นฉางจ้าย ครานี้เซี่ยตงชุนถูกท่านแม่ขู่จนกลัว ไม่กล้าตะเบ็งเสียงกับมาม้าสอนมารยาทอีก กลับตั้งอกตั้งใจเรียนมารยาท กล่าวถึงอันหลิงหรง ตั้งแต่ฮูหยินกวัลเจียมา นางก็ขอให้หามาม้าสอนมารยาทมาเร่งเรียนกิริยาของกุ้ยหนวในเมืองหลวง แล้วให้เสี่ยวอี๋เหนียงไปคัดสาวใช้สองคนจากนายหน้าคน สองคนนี้เป็นเด็กกำพร้าแท้ แม้ไม่มีทักษะพิเศษ แต่ใบหน้าสะอาดสะอ้าน ไม่มีรอยแผล และมีแรงบ้าง ช่วงนี้ก็ตามมาม้าในจวนกวัลเจียเรียนพิเศษด้วยกัน กลับมีเค้าขึ้นบ้าง อันหลิงหรงตั้งชื่อให้ทั้งสองว่า อวี้จู๋และอวี้หลาน อันหลิงหรงมิได้หวังให้สาวใช้สองคนนี้ช่วยเรื่องใหญ่ เพียงเป็นคนของตน คอยป้องกันตัวก็พอแล้ว เรื่องอื่นค่อย ๆ เป็นไปเถิด หลังจากนั้นภายใต้การฝึกของมาม้าจากวัง ก็พากเพียรอย่างหนัก บัดนี้ทุกกิริยาก็สมท่วงทีของชาววังหลัง

พรุ่งนี้คือวันเข้าวัง ฮูหยินกวัลเจียมาที่จวนอีกครั้ง “เสี่ยวจูพรุ่งนี้จะเข้าวังแล้ว เก็บของเรียบร้อยดีหรือไม่เพคะ?” นางรู้ดีว่า อันเสี่ยวจูผู้นี้พากเพียรเพียงใด ไม่กลัวตระกูลยากจน กลัวแต่ตระกูลที่สายตาสั้น “เรียบร้อยดีแล้ว ช่วงนี้ลำบากฮูหยินดูแล หลิงหรงซาบซึ้งในใจยิ่ง” อันหลิงหรงลดตัวลงเล็กน้อยตามควร เพราะคนเขาช่วยดับร้อนให้ตน แถมยังอำนวยความสะดวกมากมาย เพียงก้มหัวลง ย่อมมิใช่เรื่องน่าอาย ฮูหยินกวัลเจียยิ้มจริงใจขึ้น หลังจากการประเมินช่วงนี้ ฮูหยินกวัลเจียรู้ซึ้งว่า อันเสี่ยวจูเป็นผู้มีจิตใจเที่ยงตรง พวกเขามิได้หวังให้พระสนมนำพาตระกูลทะยานสู่จุดสูงสุด แต่การมีเสี่ยวจูที่พูดคุยด้วยได้บ้าง ย่อมสะดวก “เสี่ยวจูกล่าวเกินไปแล้ว ในฐานะเจ้าของธง ดูแลเสี่ยวจูที่เดินทางมาไกลย่อมเป็นหน้าที่” ฮูหยินกวัลเจียไม่พูดมาก ยังไม่คุ้นเคยกัน ทำความรู้จักกันพอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีก็พอแล้ว อันหลิงหรงนั่งบนตั่ง จ้องกล่องตรงหน้ากล่องหนึ่ง คิดเล็กน้อย หยิบธนบัตรสองใบให้เสี่ยวอี๋เหนียง บวกกับที่จวนเซี่ยส่งมา ตอนนี้อันหลิงหรงมีธนบัตรห้าพันตำลึง เมล็ดแตงทองคำหนึ่งกล่อง ก้อนเงินหนึ่งกล่อง กับเศษเงินประมาณสองร้อยตำลึง ให้เสี่ยวอี๋เหนียงมากก็มิได้ แม้เสี่ยวอี๋เหนียงจะเป็นคนที่พึ่งพาได้ แต่ในความทรงจำ แม่ของคนเดิมนั้น... ไม่คิดมากอีก อันหลิงหรงนำธนบัตรกับก้อนเงินเก็บไว้ด้วยกัน แล้วเรียกอวี้จู๋กับอวี้หลานมา สวมใส่ถังสำหรับแจกของรางวัล แล้วนำผ้าแพรทั้งหมดจัดใส่ห่อหนึ่งให้คนในวังขนเข้าพรุ่งนี้ก่อน เครื่องสำอางค์กับเครื่องประดับที่เหลือ ห่อใส่อีกห่อให้อวี้จู๋ถือ ในฐานะตาอิ้ง นางจะเข้าวังได้เพียงห่อเดียว พูดถึงสาวใช้ ต้องขอบพระทัยฮองเฮาที่ “ทรงพระกรุณา” อนุญาตให้เสี่ยวจูที่เข้าวังใหม่นำสาวใช้ติดตัวได้สองคน อันหลิงหรงยิ้ม พูดออกไปใครจะเชื่อ ฮูหยินกวัลเจียแสร้งทำดี แต่ในแววตาที่แฝงความดูแคลนต่อฮองเฮายังพอสังเกตเห็นได้บ้าง แท้จริงแล้วเหล่าฮูหยินของจวนใหญ่ล้วนเก่งกาจด้านการรักษาหน้า แต่อันหลิงหรงคือวิญญาณที่เร่ร่อนมานานกว่าร้อยปี สกปรกโสโครกอะไรก็เคยเห็นหมด ครั้งก่อนเพื่อศึกษาเรื่องการแสดงออกทางสีหน้าแบบยิบย่อยอะไรนั่น ตามอาจารย์ท่านหนึ่งเรียนอยู่นานนักหนา ก็นับเป็นวิญญาณผู้รอบรู้ตนหนึ่ง! (เท้าเอว)

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com