เซียวเหอเย่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องครัว แล้วมายืนข้างกายสวี่จิ้งหยางอย่างเป็นธรรมชาติ
“มีสิ่งใดให้ข้าช่วยหรือไม่” น้ำเสียงเย็นชาที่มีอยู่เสมอเจือความยินดีขึ้นมาเล็กน้อย
สวี่จิ้งหยางกำลังจดจ่อกับอาหารในกระทะ จึงไม่แม้แต่จะเงยหน้า “ส่งชามน้ำเปล่านั่นมาให้ข้า”
เซียวเหอเย่ทำตามทันที ท่วงท่าคล่องแคล่วว่องไว
ต่อจากนั้นนางก็ให้เขาส่งจานให้ เขาก็ให้ความร่วมมืออย่างไม่ติดขัด ทั้งสองเข้าขากันราวกับเป็นสามีภรรยาหรือสหายสนิทที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี
เปลวไฟในเตาลุกวูบวาบ สวี่จิ้งหยางร้อนจนแก้มแดงระเรื่อ เส้นผมสองสามเส้นแนบอยู่ข้างขมับที่ชุ่มเหงื่อ กลับยิ่งขับให้คิ้วตาของนางดูมีชีวิตชีวา งดงามสดใสอย่างมีเอกลักษณ์
เซียวเหอเย่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ยื่นมือออกไป ใช้ชายแขนเสื้อซับหยาดเหงื่อที่แก้มนางอย่างแผ่วเบา
สวี่จิ้งหยางถือจานเส้นเนื้อโคมไฟ เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง
เซียวเหอเย่กลับไม่อธิบาย เพียงยกมุมปากขึ้นบาง ๆ “ทำเสร็จแล้วหรือ ดูท่าว่าวันนี้เจาอู่อ๋องของเราจะอารมณ์ดีนัก ถึงได้ยอมลงครัวด้วยตนเอง”
สวี่จิ้งหยางยื่นจานไปตรงหน้าเขา
“ท่านอ๋องลองชิมดูก่อนว่ารสชาติเป็นอย่างไร”
เซียวเหอเย่รับจานมา กลิ่นหอมของเส้นเนื้อพลันโชยเข้าจมูก
เขาคีบขึ้นมาหนึ่งคำแล้วส่งเข้าปาก รสหอมสดอร่อยพลันอบอวลทั่วริมฝีปากและซอกฟัน
“รสชาติดียิ่ง” น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ ทว่าสายตากลับอ่อนโยนกว่าปกติมาก “ความสุกกำลังดี รสเค็มจืดก็พอเหมาะ”
เขาชิมอีกคำ จึงวางตะเกียบลงแล้วมองสวี่จิ้งหยาง “ดูท่าไม่ว่าเจ้าจะทำสิ่งใด ก็ล้วนทำออกมาได้ดีเยี่ยม”
สวี่จิ้งหยางยิ้มบาง ๆ รับคำชมของเซียวเหอเย่อย่างไม่ถ่อมตน
บนหน้าผากของนางยังมีเหงื่อบาง ๆ เปรอะอยู่ ไอร้อนในห้องครัวผสานกับค่ำคืนฤดูร้อน ยิ่งทำให้แก้มของสวี่จิ้งหยางระเรื่อเป็นสีชมพูจาง ๆ
เซียวเหอเย่พลันรู้สึกว่า คืนนี้นางงดงามเกินไปจริง ๆ
ในตอนนั้นเอง สวี่จิ้งหยางวางจานลงแล้วกล่าวอย่างสุขุม “แดนเหนือกำลังประสบภัยแล้ง ราคาธัญพืชถูกปั่นให้สูงขึ้นไม่หยุด ชาวบ้านแม้แต่จะหาอาหารประทังชีวิตยังยากลำบาก จำต้องฝืนใจฆ่าวัวแก่ที่ใช้ไถนาเพื่อนำไปแลกธัญพืช”
