ราตรีลึกล้ำแล้ว
ภายในจวนอ๋องหนิง เซียวเหอเย่กำลังพลิกอ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือ มือใหญ่กดคลึงหว่างคิ้วเบา ๆ ดวงตาคมที่หลุบต่ำซ่อนความมืดมนลึกล้ำไว้
หลายวันมานี้เขาไม่ได้พบสวี่จิ้งหยางเลย
เมื่อจัดการเรื่องสำคัญอย่างการส่งขบวนทหารขนเสบียงไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแดนเหนือเสร็จสิ้น นางก็หันไปยุ่งกับเรื่องอื่นอีก
เมื่อวานเซียวเหอเย่เชิญนางไปโรงน้ำชา ทว่าสวี่จิ้งหยางกลับให้หานลู่มาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
นางบอกว่าตระกูลหลูจะมาส่งของหมั้น นางจึงต้องออกหน้าแทนตระกูลสวี่
เซียวเหอเย่ก็เข้าใจได้ เพียงแต่โอกาสได้พบสวี่จิ้งหยางน้อยลง เขาจึงรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง
เมื่อก่อนตอนอยู่ในค่ายทหาร ทั้งสองได้พบหน้ากันวันละสามสี่ครั้ง
ในเวลานั้นเอง เสียงเด็กน้อยก็ดังมาจากหน้าประตู
“ท่านพ่อ ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
เซียวเหอเย่ได้สติ วางหนังสือลงแล้วเอ่ยอย่างน่าเกรงขาม “เข้ามา”
เซียวอันถังเดินเข้ามา
เขาสวมเสื้อตัวสั้นสีน้ำเงินสด คอเสื้อกับปลายแขนกุ๊นขอบเงิน เส้นผมมัดรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย
เซียวอันถังค้อมคำนับ “ท่านพ่อ ข้ามาเชิญท่านไปล่องเรือกับข้าในวันมะรืน”
เซียวเหอเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เปลวเทียนไหววูบ เงาแสงทอดลงบนใบหน้าด้านข้างที่คมชัดของเขาเป็นริ้วเข้มอ่อน ยิ่งขับให้ดูน่าเกรงขาม
“ห้ามไป สองวันก่อนเพิ่งมีฝนตก ต้นน้ำของแม่น้ำกับทะเลสาบกำลังอยู่ในช่วงน้ำหลาก ล่องเรืออันตราย” เซียวเหอเย่ปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
เซียวอันถังรีบแก้ต่าง “พวกเราไม่ไปล่องเรือในแม่น้ำใหญ่ ไปทะเลสาบเฟยผู่!”
เซียวเหอเย่ก้มหน้า หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านต่อ ท่วงท่าสง่างามผ่อนคลาย ทว่าแฝงอำนาจน่าเกรงขาม
“เวลานี้เจ้าควรเอาไปอ่านหนังสือและฝึกวรยุทธ์ อย่ามัวแต่คิดเที่ยวเล่น อีกอย่าง วันมะรืนเปิ่นหวังต้องหารือกับกรมการทหาร ไม่มีเวลา”
