ราตรีค่อย ๆ เลือนหาย แสงอรุณเริ่มจับขอบฟ้า
ตรอกซอกซอยในเมืองหลวงเริ่มคึกคักขึ้น คนตีเวลายามกับพ่อค้าเร่ที่ตื่นแต่เช้าต่างเริ่มทำงานกันแล้ว
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเอ่ยขึ้นก่อน ว่าเมื่อคืนยามสามเห็นหมอกสีม่วงลอยขึ้นรำไรจากผืนดินทางตะวันออกของเมือง อ้อยอิ่งไม่จางหายไปแม้อยู่ใต้แสงจันทร์
ข่าวนี้ประหนึ่งก้อนหินที่ถูกโยนลงในทะเลสาบอันสงบนิ่ง ก่อเกิดระลอกคลื่นแผ่กระจายไปทั่วตลาดท่ามกลางหมอกยามเช้า
“ควันม่วงลอยจากทิศตะวันออก นี่เป็นลางมงคลเชียวนะ!” คนแบกหามหลายคนล้อมวงพูดคุยกันอยู่หน้าแผงน้ำชา “บริเวณนั้นต้องมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นเป็นแน่”
บังเอิญคนตีเวลายามเดินผ่านมาพอดี เมื่อได้ยินก็หยุดฝีเท้า ลดเสียงลงกล่าวว่า “เมื่อคืนข้าไปดูด้วยตาตนเองแล้ว ควันม่วงนั้นลอยขึ้นมาจากจวนตระกูลจ้าวจริง ๆ”
“ตระกูลจ้าวหรือ?” ทุกคนมองหน้ากัน ต่างมีสีหน้าฉงน
ไม่เคยได้ยินว่าตระกูลนี้มีบุคคลเก่งกาจอะไร
คนตีเวลายามเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างลึกลับ “ก็จวนของคุณหนูจ้าวซีนั่นอย่างไรเล่า นางไม่ธรรมดาเลย ก่อนหน้านี้ฝ่าบาททรงเลือกนางด้วยพระองค์เอง ยามต่อต้านเป่ยเหลียง นางก็เข้าร่วมศึกด้วย ได้ยินว่าเมื่อพบว่าพี่ชายแท้ ๆ ของตนแปรพักตร์ไปเข้ากับกองทัพศัตรู นางก็ลงมือฟันศีรษะเขาด้วยตนเอง”
“สำนักชินเทียนเจี้ยนยังเคยคำนวณแปดอักษรชะตาของนาง บอกว่านางจะนำความรุ่งเรืองมาสู่ชะตาแคว้น ทั้งยังเป็นหญิงผู้รับศิริมงคลที่จะค้ำจุนความสงบสุขให้แคว้นต้าเยียนไปอีกร้อยปี!”
เหล่าชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็ฮือฮากันขึ้นมา แต่ละคนเผยสีหน้าประหลาดใจ
“คุณหนูจ้าวซีผู้นี้เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ข้าว่าไม่แน่กระมัง ความสงบสุขได้มาจากการสู้รบ จะเกี่ยวอะไรกับดาวบุญ?”
