ครั้นสวี่จิ้งหยางก้าวเข้าสู่ห้องสวดมนต์ ก็พบว่าภายในมีขุนนางใหญ่ผู้เป็นเสาหลักของราชสำนักยืนอยู่หลายคนแล้ว
จ้าวซียืนประสานมืออยู่ข้างกายฝ่าบาท แม้ก้มตาลงต่ำ ทว่ามุมปากกลับมีรอยยิ้มบางเบาแทบมองไม่เห็น
สวี่จิ้งหยางมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมา
ฝ่าบาทประทับพิงอยู่บนตั่งนุ่ม พระพักตร์ยังคงเผยความเหนื่อยล้า
“ภัยแล้งในแดนเหนือร้ายแรงยิ่งนัก เจิ้นไม่อาจวางพระทัยได้ เพื่อแสดงความจริงใจและขอให้องค์สวรรค์ทรงเมตตา ประทานสายฝนโดยเร็ว เจิ้นจึงตัดสินใจบูรณะเทวรูปทั้งหมดในมหาวิหารแห่งวัดหลวง ให้กลับมาเปล่งประกายด้วยทองคำอีกครั้ง”
พระเนตรกวาดมองทุกคนอย่างช้า ๆ
“การนี้มิใช่เพียงเพื่อขอพรให้สรรพชีวิต หากยังเพื่อแผ่นดินด้วย”
สวี่จิ้งหยางพร้อมด้วยขุนนางใหญ่หลายคนต่างก้มกายคารวะ “ฝ่าบาททรงพระเมตตา นับเป็นโชคของปวงประชา”
ฝ่าบาททรงพยักพระพักตร์เล็กน้อย ก่อนทอดพระเนตรไปยังจ้าวซี “จ้าวซีมีบุญวาสนา เป็นดังที่สวรรค์ชี้นำ เรื่องบูรณะเทวรูปในครั้งนี้ก็ให้นางเป็นผู้กำกับดูแลทั้งหมด หวังอาศัยบุญวาสนาของนางส่งคำอธิษฐานขึ้นถึงสวรรค์”
พระองค์ทอดพระเนตรสวี่จิ้งหยางและขุนนางหลายคน “ในระหว่างนี้ พวกเจ้าต้องให้ความร่วมมือกับจ้าวซีอย่างเต็มกำลัง ทุกสิ่งให้ความสำคัญกับเทวรูปเป็นอันดับแรก ห้ามเกิดข้อผิดพลาด”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน “กระหม่อมรับพระบัญชา”
จ้าวซีก้าวออกมาอย่างถูกจังหวะ ย่อเข่าคารวะ น้ำเสียงนอบน้อม “หม่อมฉันจะทุ่มเทสุดกำลัง ไม่ให้ผิดหวังต่อความไว้วางพระทัยของฝ่าบาท”
ยามลุกขึ้น สายตาของนางกวาดผ่านสวี่จิ้งหยางอย่างรวดเร็ว แฝงแววท้าทายและภูมิอกภูมิใจที่ยากจะปกปิด
สีหน้าสวี่จิ้งหยางสงบนิ่ง ดุจผืนน้ำในสระลึก ยากจะหยั่งรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใด
ฝ่าบาททรงโบกพระหัตถ์ รับสั่งให้สวี่จิ้งหยางเตรียมขบวนเสด็จกลับวังได้
ทุกคนทยอยออกจากห้องสวดมนต์ตามลำดับ
สวี่จิ้งหยางเดินนำอยู่ข้างหน้า ขุนนางหลายคนที่ตามหลังต่างพากันเข้าไปหาจ้าวซี
“คุณหนูจ้าว หากมีเรื่องใดที่ข้าช่วยได้ ก็เอ่ยมาได้เลย”
