หนึ่งชั่วยามต่อมา
สวีจิ้นจือยืนอยู่ในห้อง มองหมอหลวงถอนมือที่จับชีพจรกลับไป
อ๋องจิ้งเอนกายอยู่บนเตียง ผมดำสนิทสยายลงมา รูปโฉมเย็นชาประหนึ่งเซียนผู้ถูกเนรเทศลงสู่โลกมนุษย์ ไร้มลทินธุลี
หมอหลวงกล่าวว่า “ช่วงนี้ท่านอ๋องทรงเหน็ดเหนื่อยอีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ พระวรกายของท่านต้องบำรุงให้ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
อ๋องจิ้งตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ก็เพียงช่วยป้าซื่อลอกภาพไปไม่กี่ภาพ ไม่เป็นไร...แค่ก ๆ”
เขาไอเบา ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนให้บ่าวรับใช้พาหมอหลวงออกไป
อ๋องจิ้งเงยหน้ามองสวีจิ้นจือ สีพระพักตร์ซีดขาวอยู่บ้าง ทว่ากลับขับให้คิ้วตาคมคายงามประหนึ่งภาพวาดยิ่งขึ้น ผมดำสยายอยู่บนฉลองพระองค์สีเรียบ ทั้งองค์เย็นชาไร้ราคีดุจหิมะบนขุนเขาไกล
สวีจิ้นจือถูกเขาจ้องมองเช่นนั้น พลันนึกถึงภาพที่เขาหมดสติล้มลงกับพื้นเมื่อครู่ แก้มจึงร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
“หม่อมฉันบุ่มบ่ามเอง ไม่ทราบว่าพระวรกายท่านอ๋องไม่สบาย มารบกวนการพักผ่อนของท่านแล้ว...”
“ไม่เป็นไร” อ๋องจิ้งตรัสเสียงเรียบ ทว่าแฝงความอ่อนโยนอยู่เล็กน้อย “กลับเป็นเปิ่นหวังที่ต้องขอบใจเจ้า หากวันนี้เจ้าไม่มา เปิ่นหวังคงหมดสติไปจนถึงยามเย็นโดยไม่มีผู้ใดรู้ บ่าวในจวนต่างรู้ว่ายามนี้เปิ่นหวังไม่ชอบให้ใครมารบกวน จึงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามา”
