เมื่อได้ยินถ้อยคำบาดหู สวี่จิ้งจือก็ชะงักไป ดวงตาแดงก่ำขึ้นในพริบตา
ฝนพรำโปรยปราย ทำให้เสื้อคลุมของกู้เจียเปียกชุ่มจนสีเข้ม เส้นผมดำสองสามปอยเปียกลู่แนบขมับ
แม้จะดูอเนจอนาถ แต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับฉาบด้วยโทสะ จ้องเขม็งไปยังสวี่จิ้งจือ
ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกเลยว่าถ้อยคำที่ตนกล่าวมีปัญหาแต่อย่างใด
สวี่จิ้งจือสั่นเทาไปทั้งร่าง นางสูดลมหายใจเข้าลึก
“ทหารองครักษ์แล้วอย่างไร? เขาปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ คุ้มกันข้ากลับจวนอย่างเปิดเผยและเที่ยงธรรม! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนผู้อื่น? กู้เจีย ข้าบอกเจ้าไว้ เรื่องของข้าไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์ได้!”
หยาดฝนไหลรินผ่านแก้มนาง ปะปนกับประกายน้ำตาที่นางพยายามข่มกลั้นไว้ในดวงตา
น้ำเสียงของสวี่จิ้งจือหนักแน่นยิ่งขึ้น “สองวันนี้ข้าจะให้คนนำของหมั้นที่เหลือทั้งหมดส่งคืน นับแต่นี้ไป เราสองคนต่างคนต่างอยู่ ขอเจ้าอย่ามาที่นี่อีก!”
เมื่อเห็นนางเด็ดขาดถึงเพียงนี้ หัวใจกู้เจียก็เจ็บแปลบ เขาพลันนึกเสียใจกับคำพูดที่พลั้งปากไปเมื่อครู่
เขารีบก้าวเข้าไป พยายามคว้ามือของสวี่จิ้งจือ
แม้แต่น้ำเสียงก็อ่อนลง แฝงไว้ด้วยคำวิงวอน
“จิ้นจือ เมื่อครู่ข้าพูดไปเพราะโกรธ... ข้ามันสารเลว! เจ้าอย่าทำเช่นนี้เลย เรามาคุยกันดี ๆ ได้หรือไม่? ข้าคุยกับท่านพ่อท่านแม่เรียบร้อยแล้ว หลังแต่งงานเราจะออกจากเมืองหลวง ข้า...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ สวี่จิ้งจือก็สะบัดมือเขาออกอย่างแรง จนกู้เจียเซถลาไปก้าวหนึ่ง
แต่เขากลับไม่สนใจสิ่งใด ยังคงพยายามดึงนางเข้ามากอด ราวกับว่าทำเช่นนี้แล้วจะรั้งบางสิ่งไว้ได้
เพียะ!
เสียงตบฉาดดังกังวานขึ้นท่ามกลางม่านฝน
สวี่จิ้งจือยกมือขึ้นฟาดลงบนใบหน้าเขาอย่างไม่ปรานี
อกของนางกระเพื่อมขึ้นลง ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะเย็นเยียบ ทั้งยังเจือความเจ็บปวด
