จ้าวซีสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วสงบสติอารมณ์ลง
“นำชาไปวางไว้ที่ห้องข้างเถิด เปิ่นกงกำลังเหนื่อยพอดี ขอพักสักครู่”
“เพคะ” เจี่ยวอิงเบี่ยงกายจากไป ยังไม่ลืมส่งสายตาเตือนนางเป็นครั้งสุดท้าย
หลังจ้าวซีเดินเข้าไป นางกำนัลก็จะตามเข้าไปปรนนิบัติ แต่นางผลักพวกนางออกไปเสีย
ประตูเพิ่งปิดลง เจี่ยวอิงก็กระโจนลงมาจากขื่อ ยื่นมือบีบคอจ้าวซีทันที
มือของเจี่ยวอิงราวกับคีมเหล็ก แรงมหาศาลบีบให้จ้าวซีกระแทกเข้ากับกำแพงในพริบตา
ไม่ทันให้นางได้ดิ้นรน เจี่ยวอิงก็บีบคอนางยกขึ้นจากพื้นแล้ว
จ้าวซีพลันหายใจไม่ออก!
นางใช้มือทั้งสองข้างจิกข้อมือของเขาแน่น ขาทั้งสองข้างเตะคว้างอยู่กลางอากาศ
“เจ้าคิดว่าเข้าวังแล้วจะหนีพวกเราได้หรือ?” น้ำเสียงของเจี่ยวอิงเย็นเยียบ “หากเจาพินคิดจะตายตกไปตามกัน ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้ฝ่าบาททรงรู้เดี๋ยวนี้ ว่าพระสนมที่เพิ่งแต่งตั้งคนใหม่ แท้จริงแล้วเป็นสายลับของเป่ยเหลียง!”
ใบหน้าของจ้าวซีค่อย ๆ เปลี่ยนจากแดงเป็นม่วง เบื้องหน้ามืดมัวขึ้นทุกขณะ
ขณะที่นางกำลังจะหมดสติ เจี่ยวอิงก็พลันคลายมือ
นางร่วงลงกระแทกพื้นอย่างแรง กุมลำคอไออย่างหนัก ระหว่างหอบหายใจ ลำคอก็เจ็บแสบราวกับถูกไฟลวก
“ข้าไม่เคยคิดจะหนี...” จ้าวซีเสียงแหบพร่า พยุงกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก “เป็นฝ่าบาทที่จู่ ๆ ก็แต่งตั้งข้า ทำให้ข้าต้องติดอยู่ในวัง วันนี้ที่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน ก็เพื่อหาโอกาสรายงานข่าวให้พวกเจ้า!”
เจี่ยวอิงหรี่ตาลง “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
จ้าวซีพยุงกำแพงให้ยืนมั่น แล้วลดเสียงลง “ฝ่าบาทเตรียมเปิดราชวิหารบรรพกษัตริย์ให้สวี่จิ้งหยาง แต่ก่อนหน้านั้น พระองค์จะให้ข้าไปบอกใบ้องค์หญิงใหญ่ ให้เปิดโปงชาติกำเนิดของสวี่จิ้งหยาง ทำให้ทุกคนรู้ว่าสวี่จิ้งหยางเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของอวี่เหวินโชว”