“แปดอักษรชะตาของคุณหนูเจา...แท้จริงแล้วสอดคล้องกับปรากฏการณ์ดาราบนฟ้าอย่างยิ่ง เห็นชัดว่าเป็นดวงชะตาเปี่ยมวาสนา โดยเฉพาะเกิดในยามซื่อ ยิ่งเป็นจุดสำคัญ”
เขาเลือกใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวัง มิได้กล่าวให้เด็ดขาดจนเกินไป
“ทว่ากลไกแห่งสวรรค์ลี้ลับยากหยั่งถึง กระหม่อมไม่กล้าด่วนตัดสินเต็มร้อย ทำได้เพียงกล่าวว่า คุณหนูเจาเป็นผู้ที่ใกล้เคียงกับคำทำนายของดวงดาวมากที่สุดเท่าที่เคยพบมา”
องค์หญิงใหญ่ตรัสทันทีว่า “หัวหน้าราชโหรถ่อมตัวเกินไปแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏอยู่เบื้องหน้า ธูปที่จุดบูชาเป็นพยาน จะเป็นเท็จได้อย่างไร”
จ้าวซีคุกเข่าลงได้จังหวะพอดี น้ำเสียงจริงใจเจือความเที่ยงธรรมที่จงใจแสดงออกมาอยู่หลายส่วน “ฝ่าบาท หม่อมฉันรู้มาตั้งแต่เด็กว่า มนุษย์กำหนดชะตาฟ้าได้ จึงไม่เคยเชื่อถ้อยคำเหลวไหลไร้สาระเหล่านี้”
“หม่อมฉันเชื่อเพียงว่า ผู้เป็นแม่ทัพควรใช้ดาบกระบี่ในมือปกป้องผืนแผ่นดิน ส่วนผู้เป็นขุนนางควรอาศัยความภักดีและคุณธรรมตอบแทนราชสำนัก”
“ชื่อเสียงและลาภยศเป็นเพียงเมฆลอย หม่อมฉันปรารถนาเพียงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างมั่นคง อุทิศกําลังอันน้อยนิดเพื่อแคว้นต้าเยียน มิกล้าอวดอ้างว่าตนเป็นดาวบุญอันใด”
สวี่จิ้งหยางหลุบตาลงเล็กน้อย ซ่อนแววเยาะหยันที่วาบผ่านดวงตา
หลังจ้าวซีพูดจบ ภายในโถงก็เงียบงันไปชั่วขณะ มีเพียงธูปสามดอกในกระถางที่ลุกไหม้เงียบ ๆ ควันสีเขียวลอยตรงขึ้นสู่เบื้องบน
ครู่หนึ่ง ฝ่าบาทจึงพยักพระพักตร์ช้า ๆ “เจ้ามีใจแล้ว”
พระองค์โบกพระหัตถ์ ทุกคนจึงเข้าใจและถอยไปยืนด้านข้าง จากนั้นฝ่าบาทก็ทรงจุดธูปถวายเทพเจ้าในนามราชวงศ์อีกครั้ง
เนื่องจากมีทหารสิ้นชีพในสงครามเป็นจำนวนมาก วัดหลวงฮู้กั๊กจึงจัดห้องหนึ่งเป็นศาลาแห่งการตอบแทนพระคุณโดยเฉพาะ เพื่อประดิษฐานแผ่นป้ายวิญญาณของเหล่าทหารผู้พลีชีพ
