เบาะสำหรับคุกเข่าถูกจัดวางไว้พร้อมแล้ว ลู่เจินเจินพาเด็ก ๆ เข้าไปโขกศีรษะ
ในบรรดาเด็กทั้งสาม เต้าซาลาเปาและถังหยวนอายุห้าขวบแล้ว อีกทั้งยังได้รับการฝึกฝนเป็นประจำ จึงเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว กระแทกศีรษะลงกับพื้นอย่างเรียบร้อย แล้วยืนขึ้นเองโดยไม่ต้องให้ใครช่วยพยุง
กลับกัน เฉิงจื่อยังเล็กที่สุด ทั้งเพิ่งหายจากการป่วยหนักเมื่อไม่นาน
ครั้นประสานมือคุกเข่าโขกศีรษะครบสามครั้ง พอใกล้จะลุกขึ้น ร่างนางกลับเสียหลัก เท้าลื่นไถล ทรุดกายพับราบไปกับเบาะอย่างหมดท่า
โชคดีที่เบาะนั้นใหญ่และหนาพอ แม้เฉิงจื่อจะล้มกลิ้งลงไป แต่ก็ไม่เป็นอันตราย
ทุกคนล้วนตกใจ รีบจะกรูเข้าไปประคอง
ทว่าลู่เจินเจินกลับโบกมือห้าม
พลันเห็นเฉิงจื่อหลังจากล้มครั้งนั้น คงรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง นางนิ่งงันไปครู่หนึ่ง กว่าจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยันกาย แล้วนั่งก้นจ้ำเบ้าบนเบาะเพื่อรวบรวมสติ
ท่าทางเหม่อลอยนั้น ช่างน่ารักที่สุด
ทุกคนล้วนระงับเสียงหัวเราะไว้ไม่อยู่
เสี่ยวกุ้ยเฟยรีบผายมือเป็นเชิงให้คนเข้าไปอุ้มเฉิงจื่อขึ้นมา แล้วรั้งนางไว้แนบอก
สำรวจดูอยู่หลายตลบ จึงถามเฉิงจื่อด้วยรอยยิ้มว่า "เมื่อครู่ล้มเจ็บตรงไหนหรือไม่"
เฉิงจื่อสั่นศีรษะ เอื้อนเอ่ยเสียงอ่อนหวานว่า "เฉิงจื่อไม่เจ็บ"
ทั้งยังใช้มือเล็ก ๆ ลูบอกเสี่ยวกุ้ยเฟย "ท่านหญิงงามอย่าทรงกังวล"
สิ้นคำกล่าวนี้ เสี่ยวกุ้ยเฟยแทบจะหยุดยิ้มไม่ได้ "โอ้ย เจ้าหนูน้อยของข้า ปากหวานเช่นนี้ แม่เจ้าสอนเจ้าอย่างลับ ๆ ที่บ้านหรือไม่"
กล่าวแล้วยังปรายพระเนตรยิ้ม ๆ ไปทางลู่เจินเจิน "เป็นแม่คนแล้วยังวางตัวไม่สมกับอายุ อยู่บ้านก็สอนลูกเช่นนี้รึ"
ลู่เจินเจินร้องทุกข์ "เหนียงเหนียง หม่อมฉันถูกใส่ความนะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้สอนจริง ๆ"