ดีเหลือเกิน
ภรรยา พร้อมบุตรชายและบุตรสาวเข้าวังไปคราหนึ่ง บุตรสาวก็ได้เป็นเซียงจู่ผู้มียศศักดิ์
จากนั้นภรรยา บุตรชายและบุตรสาว ก็ถูกพ่อตาผู้เป็นน้าชายตัวเอง กวาดกลับบ้านไปหมด
ฟู่จืออี้ยกมือกุมหน้าผาก ถอนหายใจอย่างจนใจ
ก้าวเท้าออกไปข้างนอก ขึ้นรถม้าแล้วก็กำชับว่า “ไปจวนสกุลหลัน”
พอถึงหน้าจวนสกุลหลัน คนเฝ้าประตูเห็นฟู่จืออี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที หดหัวหลบเข้าไปข้างใน พลางกระทืบเท้าสั่งว่า “เร็ว ปิดประตูเร็วเข้า”
ฟู่จืออี้กระโดดลงจากรถม้าอย่างว่องไว เพียงสองสามก้าวก็มาถึงประตูข้าง
คนเฝ้าประตูยังปิดประตูไม่ทัน ก็ถูกฟู่จืออี้ใช้เท้าค้ำเอาไว้
คนเฝ้าประตูก็ไม่กล้าปิด ได้แต่ยิ้มประจบประแจงใส่ฟู่จืออี้ “ท่านเขย คือว่า เอ่อ ท่านโหวกำชับมา ห้ามไม่ให้ท่านเข้าจวน ท่านอย่าทำให้บ่าวผู้น้อยลำบากใจเลยได้หรือไม่”
ฟู่จืออี้หรี่ตาลง ตำแหน่งขุนนางที่ทำมานานหลายปี สั่งสมบารมีมานาน แค่สายตานี้ก็ทำให้คนเฝ้าประตูเหมือนเห็นเงาของท่านโหวของตน
เกือบจะคุกเข่าลงกับพื้นตรงนั้นแล้ว
เศษเสี้ยวสติและจิตวิญญาณแห่งอาชีพสุดท้าย ทำให้คนเฝ้าประตูฝืนเอาไว้ได้ “เอ่อ ท่านเขย ใช่บ่าวไม่ยอมให้ท่านเข้าไป แต่ไม่ได้จริงๆ—”
ฟู่จืออี้ปลดถุงผ้าที่เอวออก เทเศษเงินข้างในออกมายัดใส่อ้อมอกของคนเฝ้าประตู “ก็บอกไปว่าพวกเจ้าห้ามข้าไว้ไม่อยู่”
คนเฝ้าประตูรับเงินไว้ ยิ้มแห้งๆ หลีกทางให้
พอฟู่จืออี้เข้าไปแล้ว เดินไปไกลลิบแล้ว คนเฝ้าประตูสองสามคนก็ตะโกนส่งท้ายไปอย่างลวกๆ สองสามประโยค “ท่านเขย ท่านเขย ท่านเข้ามิได้นะ—”
พอบุคคลนั้นเดินไปไกลแล้ว คนเฝ้าประตูก็หุบปากเงียบทันที