ท่านฮูหยินแห่งตระกูลหลานพยักหน้า “พูดกันดี ๆ เถิด เด็กยังเล็ก สั่งสอนช้า ๆ ก็ทัน”
“เจ้าค่ะ” ซานเฉ่าฮูหยินตอบรับอย่างยำเกรงยิ่ง
ด้านหนึ่งอินเจี่ยร์แม้จะดูไม่ออกนักว่าเกิดอะไร แต่ก็เห็นชัดเจนว่า ท่าทีของท่านย่าหมายความว่าตนผิด
มารดาก็ลุกขึ้นรับผิดแล้ว จะต้องกลับไปอบรมตน
พอหันมาเห็นท่านย่าอุ้มน้องสาวเฉิงจื่อไว้แนบอก เอ็นดูเสียเหลือเกิน เด็กน้อยก็กลั้นเอาไว้ไม่อยู่ กระทืบเท้าปุหนึ่งแล้วร้องไห้เอามือปิดหน้าวิ่งหนีไป
บ่าวรับใช้และหญิงรับใช้กลุ่มหนึ่งรีบร้อนวิ่งไล่ตามไปติด ๆ
ลู่เจินเจินเองก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง “ก็แค่เด็ก ๆ พูดจาหยอกล้อกัน ไยต้องจริงจังถึงเพียงนี้”
ซานเฉ่าฮูหยินกลับทำสีหน้าจริงจัง “น้องสาวอย่าได้ถือสา อินเจี่ยร์ที่บ้านเรา นิสัยถูกพวกเราเลี้ยงมาจนออกจะซื่อเกินไป ไม่รู้ความ แต่นึกว่าเด็กผู้หญิงเลี้ยงอย่างทะนุถนอม ต่อให้ซื่อไปบ้างก็ไม่เป็นไร”
“มาวันนี้ต้องขอบคุณเฉิงจื่อ ทำให้พวกเรารู้ว่าต้องเร่งแก้ไขนิสัยนางเสียตั้งแต่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นตอนนี้ยังอยู่แค่ในหมู่พี่น้องเดียวกัน นางยังเป็นพี่สาว แต่กลับทำอะไรพูดจาไม่รู้จักกาลเทศะ”
“หากไปข้างนอก กับผู้อื่นก็ทำตัวเช่นนี้ จะไม่ถูกหัวเราะเยาะหรือ ถือโอกาสที่ยังเล็ก อบรมนิสัยให้กลับมาเสียแต่ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นภายหน้าคงต้องได้รับความลำบากอีกมาก”
เมื่อซานเฉ่าฮูหยินกล่าวมาจริงใจและหนักแน่นเยี่ยงนี้ ลู่เจินเจินก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้อีก
แน่นอนว่ากระต่ายตัวนั้นก็ยังไม่ได้กินในครานั้น
ยามนี้กำลังจะกลับบ้าน เฉิงจื่อก็ยังคงติดใจอยู่
ท่านฮูหยินแห่งตระกูลหลานจึงกล่าวอนุญาตด้วยรอยยิ้ม “ได้ ๆ ๆ เลี้ยงไว้ให้อ้วนพีสมบูรณ์แข็งแรง เมื่อเฉิงจื่อมาครั้งหน้า หมายตาตัวไหนก็กินตัวนั้นดีหรือไม่”