ลู่หนานเกอรู้สึกเพียงริมฝีปากเต็มไปด้วยสัมผัสร้อนผ่าวและกลิ่นอายเย็นสดชื่นที่เป็นของเขา ปนกับกลิ่นเหล้าจาง ๆ จนสมองมึนงงคล้ายกำลังเหยียบอยู่บนก้อนเมฆ
แขนของฉือหยานโจวยังคงโอบรอบเอวเธอ แรงไม่มาก แต่แฝงความหมายของการครอบครองที่ไม่เปิดโอกาสให้ขัดขืน
มืออีกข้างยังคงแตะประคองท้ายทอยของเธอไว้เบา ๆ ปลายนิ้วถูไล้ผิวหนังละเอียดอ่อนตรงต้นคอของเธอโดยไม่รู้ตัว
โทรศัพท์ของทั้งคู่สั่นระรัวไล่เลี่ยกันไม่หยุด...
เสียงสั่นหึ่ง ๆ ส่งผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ มาอย่างดื้อรั้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามไม่ลดละที่จะทำลายม่านหมอกพร่าเลือนอันคับแคบระหว่างพวกเขา
“โท...โทรศัพท์...”
ลู่หนานเกอได้สติกลับมาบ้าง เธอเบือนหน้าแล้วยกมือขึ้นดันอกที่ยังแนบชิดอยู่ตรงหน้าเบา ๆ
ฉือหยานโจวยอมเงยหน้าขึ้นอย่างอาลัยอาวรณ์ ถอยห่างออกไปเพียงเล็กน้อย แต่มือที่โอบเอวเธอไว้ไม่ได้คลายออก
สายตาของเขาจับจ้องใบหน้าเธอ ค่อย ๆ ไล้สำรวจอย่างละเอียด
ดวงตาคู่นั้นตอนนี้พร่างพราวด้วยหยาดน้ำ หางตาแต้มสีแดงระเรื่อชวนใจสั่น ราวกับแต้มชาดชั้นเลิศไว้
ริมฝีปากของเธอบวมแดงเล็กน้อย ฉ่ำวาวชุ่มชื้น ทำให้แววตาของเขามืดลึกลงไปอีกหลายส่วนในพริบตา... เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อย่างอดกลั้น
เขาซุกแก้มที่ร้อนผ่าวลงในซอกคออุ่น ๆ ของเธอ ราวกับสุนัขตัวใหญ่ที่กำลังเสาะหาความปลอบโยน
เขาสูดกลิ่นบนตัวเธอเข้าปอดลึก ๆ กลิ่นนั้นปนกันระหว่างกลิ่นเหล้าจาง ๆ กับกลิ่นหอมหวานสะอาดที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ
ลมหายใจร้อนผ่าวแผ่ลงบนผิวหนังของเธอจนหมด ก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านละเอียดระริก
ลู่หนานเกอรู้สึกซาบซ่านคันยุบยิบตรงต้นคอ จนอดหดคอไม่ได้ ก่อนจะประท้วงเสียงเบา “จั๊กจี้...”
แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือเขาแนบชิดยิ่งกว่าเดิม พร้อมเสียงกระซิบแทบไม่ต่างจากเสียงพึมพำว่า “อย่าขยับ”
