ภายในโถงใหญ่ ซูเฉียนนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือเพียงลำพัง มองเหล่าแม่ทัพที่นั่งเรียงกันอยู่ทั้งสองฟาก
เสิ่นจงอิงอายุสามสิบห้าปี ผิวคล้ำ ร่างกายกำยำล่ำสัน
ด้านหลังเขามีเผิงเหลียงยืนอยู่ สูงกว่าหกฉื่อเล็กน้อย ไหล่กว้างเอวหนา ใบหน้าดำแดง คิ้วเรียว ดวงตาเล็ก ดูน่าเกรงขามยิ่ง
ด้านหลังฉุยย่งมีซ่งอี้ยืนอยู่ สีหน้าเย็นชา แววตานิ่งขรึม
ส่วนเหอจืออู่ยืนอยู่ข้างโต๊ะหนังสือของซูเฉียน มิได้นั่งลง
ซูเฉียนกระแอมสองครั้ง “แค่ก ๆ เหล่าแม่ทัพทั้งหลาย บัดนี้ล้วนเป็นขุนนางคนสำคัญใต้บัญชาอ๋องฝู มีความเห็นต่อสถานการณ์เจิ้นซีอย่างไรบ้าง?”
เสิ่นจงอิงหัวเราะเยาะ “ใต้เท้าผู้กำกับทัพ ไยต้องมีความเห็นอันใด ยกทัพขึ้นเหนือไปจับเจ้าหลินเฟิงนั่น แล้วขับไล่คนเถื่อนออกจากเขตแคว้นก็สิ้นเรื่อง”
ฉุยย่งยังคงนิ่งเฉย ทว่าซ่งอี้กลับมีสีหน้าเหยียดหยาม
ไม่รู้ว่าอ๋องฝูไปหาแม่ทัพซ่างอู่เช่นนี้มาจากที่ใด
ไม่รู้อะไรสักอย่าง ยังกล้ามาพูดโอ้อวดอยู่ที่นี่
แต่ซูเฉียนกลับชอบฟังคำพูดเช่นนี้ เขาทั้งแค้นหลินเฟิงเข้ากระดูก และหวาดกลัวอีกฝ่ายราวกับพยัคฆ์ร้าย
“แม่ทัพเสิ่นกล่าวได้ดี หลินเฟิงผู้นี้ยังเยาว์วัยและไร้ประสบการณ์ ไหนเลยจะเป็นคู่มือของท่านได้”
แน่นอนว่า ซูเฉียนไม่เคยนำทัพ จึงไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการทหาร
เมื่อเห็นกองทัพผ้าโพกหัวดำแน่นขนัด ดูองอาจดุดันไม่ต่างจากทหารม้าเหล็กของคนเถื่อน
พอได้ยินเสิ่นจงอิงกล่าวเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งมั่นใจ
คิดว่าการจับเป็นหรือสังหารหลินเฟิง เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ทว่าฉุยย่งกับซ่งอี้ต่างรู้แก่ใจ แต่กลับพูดออกมาไม่ได้
จะให้กล่าวต่อหน้าพวกเดียวกันได้อย่างไร ว่าหลินเฟิงเก่งกาจ ทั้งพวกเขาก็ไม่คุ้นเคยกับคนเหล่านี้