น่าหลานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้กล่าวอะไร
“บอกข้ามาเถิด ใครเป็นคนลวงเจ้าให้มาติดกับเช่นนี้?”
“ติดกับหรือ?”
“ใช่น่ะสิ พวกเจ้าคนไหนจะเล่นงานหลินเฟิงได้ สุดท้ายก็มีแต่ถูกเขาเล่นงานจนตาย มิใช่ติดกับแล้วจะเป็นอันใด?”
น่าหลานไม่เอ่ยวาจา ดวงตาสีครามทั้งคู่จ้องมองจางลี่เฉิง
จากบทสนทนาเหล่านี้ นางสัมผัสได้ว่า ขุนนางต้าจงตรงหน้าผู้นี้แตกต่างจากคนอื่น
คนอื่นล้วนเผยความเคารพเลื่อมใสต่อหลินเฟิงจากน้ำเสียงและสีหน้า
แต่ในใจของคนผู้นี้กลับแฝงความดูแคลนอยู่
“หากรู้แต่แรก ข้าคงไม่มา บัดนี้ถูกจับกุมแล้ว ร่างกายก็พิการอีก”
จางลี่เฉิงกวาดตามองน่าหลานตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอีกหลายครั้ง
“เจ้าพิการแล้วหรือ?”
น่าหลานเอ่ยด้วยสีหน้าทุกข์ระทม
“กระดูกสันหลังช่วงเอวเสียหาย แทบขยับไม่ได้”
จางลี่เฉิงหันไปกล่าวกับหัวหน้าคุก “ไปตามหมอมาคนหนึ่ง”
หัวหน้าคุกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหมุนกายเดินออกจากกรงขัง
ภายในกรงขังเหลือเพียงสองคน จางลี่เฉิงพินิจน่าหลาน
“หันหลังมา ให้ข้าดูว่าเสียหายจริงหรือไม่”
น่าหลานขยับกายอย่างยากลำบาก แบกขื่อไม้อันหนักอึ้งไว้ แล้วหมุนตัวหันหลังให้เขา
จางลี่เฉิงยื่นมือบีบคลำกระดูกสันหลังช่วงเอวของนาง ไล่คลำตั้งแต่บนลงล่าง
ครั้นคลำถึงกระดูกสันหลังช่วงล่าง น่าหลานก็ร้องด้วยความเจ็บปวด
“อ๊ะ... อ๊ะ... โอ๊ย... เบามือหน่อย ท่านใต้เท้า...”
น่าหลานไม่ได้หลอกจางลี่เฉิง กระดูกสันหลังช่วงเอวของนางบาดเจ็บจากการตกม้าศึก ทั้งยังไม่เคยได้รับการรักษาที่เหมาะสม
เมื่อได้ยินเสียงร้องของนาง จางลี่เฉิงก็รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งกายอย่างไร้สาเหตุ
“หมอบลง”
น่าหลานเชื่อฟังอย่างน่าประหลาด นางค้ำขื่อไม้ลงกับพื้น ขยับกายอย่างยากลำบาก แล้วหมอบลง