หลินเฟิงควบม้าอยู่ใต้กำแพงเมือง เงยหน้าส่ายศีรษะให้ซุนหยาง
เป็นนัยว่ามีของอยู่แค่นี้ ยังคิดจะให้พวกเขาต้านทานคนเถื่อนอีกหรือ?
ซุนหยางเองก็ได้แต่ยิ้มขื่น ก่อนโบกมือให้ทหารไปวางสะพานชักและเปิดประตูเมือง
หนึ่งชั่วยามต่อมา กองทัพชิงสุ่ยของหลินเฟิงเก็บกวาดสนามรบเสร็จสิ้น แล้วเริ่มทยอยเข้าสู่เมืองชายแดน
ซุนหยางลงจากม้า ยืนอยู่ข้างประตูเมือง มองทหารกองแล้วกองเล่าของกองทัพชิงสุ่ยที่อยู่เบื้องหน้า
ในใจอดชื่นชมความองอาจของพวกเขาไม่ได้
นี่ต่างหากคือยอดทหารของกองทัพต้าจง หากมีกองกำลังเช่นนี้ตั้งแต่แรก คนเถื่อนจะกล้าก่อความวุ่นวายในเขตเจิ้นซีได้อย่างไร
หลังหลินเฟิงเข้าเมืองมาเห็นซุนหยาง ก็พลันกระโดดลงจากหลังม้า
ทั้งสองเดินไปยังมุมกำแพงเมืองแห่งหนึ่ง แล้วสนทนากันเสียงเบา
ซุนหยางเผยสีหน้าอิจฉา
“หลินเฟิง มองไปทั่วต้าจงแล้ว ก็มีเพียงเจ้าที่กล้าหาญถึงเพียงนี้ ข้าซุนหยางขอเลื่อมใสอย่างหมดใจ”
หลินเฟิงยิ้มกล่าว “ท่านแม่ทัพซุนชมเกินไปแล้ว ข้าเองก็ถูกบีบจนไร้ทางเลือก”
“ตัดสินใจเด็ดขาดในยามที่ควร นับเป็นวีรบุรุษโดยแท้”
“ท่านแม่ทัพซุนอย่าได้ชมอีกเลย กล่าวถึงแผนการขั้นต่อไปเถิด”
ซุนหยางพยักหน้า “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้า แม่ทัพใหญ่ฉินไม่อยู่ ข้าเองก็จนปัญญาแล้ว”
หลินเฟิงพลันเคร่งขรึม “เกรงว่าแม่ทัพใหญ่ฉินจะประสบเคราะห์ร้ายแล้ว ข้าคิดจะจัดระเบียบทหารประจำเมืองชายแดนเสียใหม่โดยเร็ว ท่านเห็นว่าอย่างไร”
“ซูเฉียนกับตู้ลี่เซิ่งช่างกล้านัก ถึงกับลงมือกับแม่ทัพใหญ่ จิตใจชั่วช้าสมควรตาย”
“เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ถึงกับทรยศต่อต้าจง สมควรตายแล้ว”
“หลินเฟิง เจ้าจัดการตามที่เห็นสมควร ทุกสิ่งในเมืองชายแดน ข้ามอบให้เจ้าแล้ว”
“ยังต้องอาศัยท่านแม่ทัพซุนช่วยเหลือ”
ซุนหยางส่ายหน้า “หลินเฟิง ครอบครัวของข้ายังอยู่ในเมืองหลวงประจำแคว้น อย่างไรก็ต้องเหลือทางหนีทีไล่ไว้บ้าง มิฉะนั้นเกรงว่าจะถูกซูเฉียนทำร้าย”