ตามแผนที่วางไว้กับทูถ่งซูเฉียน พวกเขาจะติดต่อชาวเที่ยเจินเพื่อร่วมมือกันจัดการฉินจง
จากนั้นค่อยแพร่ข่าวออกไป ล่อให้หลินเฟิงเดินทางไปช่วยเหลือที่เมืองหลวงประจำแคว้น
ส่วนเขาก็จะฉวยโอกาสพาคนไปถึงเมืองชายแดน ยึดอำนาจควบคุมทหารประจำเมืองชายแดน 30,000 นาย
เมื่อหลินเฟิงรู้ตัว เรื่องใหญ่ก็สำเร็จลุล่วงไปแล้ว ไม่อาจพลิกสถานการณ์กลับคืนได้
แผนการนี้ทำให้ซูเฉียนกับตู้ลี่เซิ่งภาคภูมิใจยิ่งนัก ต่างมั่นอกมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผู้ใดจะรู้ว่าหลินเฟิงกลับไม่ดำเนินตามแผน ไม่ไปช่วยฉินจง แต่พาคนมาถึงเมืองชายแดนโดยตรง
เรื่องราวเริ่มซับซ้อนขึ้นแล้ว
ตู้ลี่เซิ่งยิ่งกระวนกระวาย เขายกผ้าแพรในมือขึ้นเหนือศีรษะอีกครั้ง
“แม่ทัพซุน นี่เป็นคำสั่งจากราชสำนักและทูถ่ง หากยังไม่เปิดประตูเมือง ตู้ผู้นี้คงต้องคิดว่าแม่ทัพซุนมีใจคิดเป็นอื่นกระมัง”
ซุนหยางลำบากใจยิ่งนัก ในใจเขาเอนเอียงไปทางหลินเฟิง
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำสั่งจากราชสำนักและทูถ่ง เขาควรตัดสินใจเช่นไร
ครอบครัวของเขาล้วนพักอาศัยอยู่ในเมืองหลวงประจำแคว้น มีคนหลายสิบชีวิต
หากราชสำนักตัดสินว่าเขาก่อกบฏขึ้นมา โทษที่ได้รับคงเป็นการล้างตระกูล
“แม่ทัพตู้ ข้าจำต้องตรวจสอบความจริงแท้ของคำสั่งก่อน ขอให้รอสักครู่”
ซุนหยางหันไปสั่งทหารให้ลงไปนำผ้าแพรในมือตู้ลี่เซิ่งมา
ส่วนตัวเขาหดศีรษะกลับ แล้วหันกายวิ่งไปทางตะวันออกของเมือง
เรื่องนี้ซุนหยางจำต้องหารือกับหลินเฟิงก่อนว่าจะรับมืออย่างไร
เมื่อลงจากกำแพงเมือง เขาก็ขึ้นม้าควบตะบึงไปยังประตูตะวันออก
พอมาถึงใต้หอประตูเมือง ซุนหยางสั่งให้ทหารเปิดประตู แล้วควบม้าตรงไปยังสะพานชัก ก่อนสนทนากับหลินเฟิงข้ามคูน้ำ
เมื่อหลินเฟิงได้ฟังคำกล่าวอ้างของตู้ลี่เซิ่ง เขาก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
“แม่ทัพซุน เกรงว่าแม่ทัพใหญ่ฉินคงถูกซูเฉียนกับตู้ลี่เซิ่งร่วมมือกับคนเถื่อนสังหารแล้ว พวกมันหมายชิงอำนาจบัญชาการทหารประจำเมืองชายแดน หากแม่ทัพซุนเปิดประตูให้พวกมันเข้ามา เจิ้นซีก็จะพินาศด้วยมือพวกเรา”