เมื่อเห็นทุกคนเงียบงัน เถาจินวั่งก็มีสีหน้าภาคภูมิใจ ราวกับตนเป็นทหารกองทัพชิงสุ่ยไปแล้ว
“นี่เรียกว่าอะไร นี่เรียกว่าเจ้าของชื่อย่อมมีชื่อเสียงตามไปด้วย แค่คำว่ากองทัพชิงสุ่ยสามคำ โยนเข้าไปในค่ายคนเถื่อน พวกมันก็ต้องตัวสั่นงันงกกันอยู่ครึ่งค่อนวัน”
มีคนพึมพำว่า “พูดเกินไปหน่อยหรือไม่”
“อะไรนะ เจ้ายังไม่เชื่ออีกหรือ รู้เรื่องที่หลินเฟิงจับคนเถื่อนเกราะเงินได้หรือไม่”
“หา มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ”
ทหารหลายนายต่างมีสีหน้าประหลาดใจ
เถาจินวั่งยิ่งได้ใจกว่าเดิม น้ำลายกระเด็นไปทั่ว
“เหลวไหลน่า ตอนนั้นคนเถื่อนเกราะเงินผู้นั้นนำทหารม้าฝีมือดี 200 นาย บุกตะลุยไปทั่วเขตเจิ้นซี ไม่มีกองทัพใดต้านทานได้”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ทุกคนก็เงี่ยหูฟังกันอีกครั้ง
“ทหารม้าฝีมือดี 200 นายนั้น มีคนเถื่อนเกราะเงินเป็นผู้นำ ตอนนั้นหยิ่งผยองถึงขีดสุด”
“พี่ชาย แล้วต่อมาเล่า”
ทหารร่างเล็กคนหนึ่งยื่นคอถามอย่างร้อนใจ
“ฮ่า ๆ ต่อมาน่ะหรือ หลินเฟิง ท่านแม่ทัพหลิน บุกเดี่ยวเข้าไปในกองทัพ แล้วจับตัวมันเป็น ๆ ได้”
ขณะพูด เถาจินวั่งยังโบกไม้โบกมือประกอบ ราวกับกำลังบุกฝ่าข้าศึกอยู่จริง ๆ
“หา หลินเฟิงไปคนเดียวหรือ”
มีคนถามด้วยความกังขา
เถาจินวั่งมองอย่างดูแคลน
“แน่นอน หลินเฟิงคว้าคนเถื่อนเกราะเงินผู้นั้นขึ้นมาพาดขวางบนอานม้า แล้วควบม้าจากไป ไม่มีใครขวางได้”
ทุกคนพลันอึ้งงัน สีหน้าแข็งค้าง
แม้แต่หลินเฟิงที่ยืนอยู่หน้าต่างด้านนอกในเวลานี้ ยังได้แต่ยิ้มเจื่อน
เดิมทีหลินเฟิงตั้งใจมาหยั่งเชิงทหารชายแดนสองสามนาย
จะได้ฟังความคิดที่แท้จริงของพวกเขาล่วงหน้าด้วย