ข่งจิ้นจ้องหลินเฟิง ก่อนจะมองแนวรบที่ตั้งมั่นเป็นระเบียบเรียบร้อย
บารมีของแม่ทัพเจิ้นจวินมลายสิ้น เขารู้สึกอัดอั้นจนระบายโทสะออกมาไม่ได้
ข่งจิ้นยังไม่ทันเอ่ยปาก หลินเฟิงก็ขึ้นเสียงตวาด
“ขอเชิญพวกท่านออกไปจากเขตเมืองชิงสุ่ย หากยังกล้าปรากฏตัวก่อเหตุเช่นนี้อีก ข้าจะถือว่าเป็นการปล้นสะดมของคนเถื่อน”
“เจ้า...”
หลินเฟิงไม่เปิดโอกาสให้ข่งจิ้นโต้ตอบ ตวาดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
“ให้เวลาพวกท่านหนึ่งชั่วยาม ออกจากเขตเมืองชิงสุ่ยเสีย มิฉะนั้นก็รับผลที่ตามมาเอง”
กล่าวจบก็กระตุกบังเหียน พลิกม้า แล้วควบตรงกลับเข้าไปในค่าย
บนทุ่งร้างเหลือเพียงข่งจิ้นกับเหล่านายทหารที่ติดตามมา
พวกเขายืนตะลึงงันอยู่ท่ามกลางสายลม
ไม่มีทางเลือก สถานการณ์ย่อมเหนือกว่าผู้คน ข่งจิ้นครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ได้แต่สั่งถอนทัพ
ทหารสามพันนายกินเสบียงจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน
แทนที่จะสิ้นเปลืองเสบียงอยู่ที่นี่ มิสู้ไปหาเสบียงที่อื่นมาประทังชีวิตโดยเร็ว
ทหารชายแดนสามพันนายถอนกำลังไปดุจคลื่นน้ำ
หลังออกจากป้อมหลิ่งโตวจื่อ พวกเขาก็มุ่งตะวันออก ตรงไปยังเมืองเว่ยหยวน
หลินเฟิงรออยู่ครึ่งชั่วยาม เมื่อเห็นทหารชายแดนถอนกำลังไปจนหมดสิ้น
จึงนำคนเข้าไปในป้อม
เขาต้องรีบจัดระเบียบทหารสามพันกว่านายนี้ใหม่ แล้วแบ่งไปประจำการและฝึกฝนตามสถานที่สามแห่ง
ฉินฟางกับหลี่ตงไหลต่างนำทหารหนึ่งพันนายกลับไปยังตัวเมืองชิงสุ่ย
ทหารอีกหนึ่งพันนายถูกนำไปยังค่ายชิงสุ่ย ให้อยู่ใต้การบัญชาของหวังเฉียน
ส่วนป้อมหลิ่งโตวจื่อมีกำลังพลประจำอยู่หนึ่งพันนาย
