แม้เรื่องนี้จะไม่ได้เหลวไหลเกินไปนัก แต่ฐานะของหลินเฟิงทำให้ทุกอย่างอ่อนไหวอย่างยิ่ง
ไป๋จิ้งเห็นหลินเฟิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นานโดยไม่เอ่ยวาจา จึงกล่าวอย่างกังวลว่า
“พี่ใหญ่ หากถึงที่สุดแล้วเราก็ไม่ต้องการคันธนูพรรค์นี้แล้ว อย่างไรก็คงไม่กระทบต่อศึกในยามนี้กระมัง”
หลินเฟิงส่ายหน้า “ข้าต้องสืบให้กระจ่างว่าใครชิงลงมือก่อน”
“คงหนีไม่พ้นขุมอำนาจใหญ่เหล่านั้น”
ไป๋จิ้งนับนิ้วพลางกล่าว “คนเถื่อนไม่มีทางเล่นกลเช่นนี้ ทหารประจำเมืองถูกท่านตีจนกองกำลังย่อยยับ ส่วนซีเซี่ยยังมิได้เปิดศึก หรือว่าจะเป็นทหารชายแดน?”
“หึ ๆ พวกเขาถนัดเล่นงานในสิ่งที่เจ้าคาดไม่ถึง ฝีมือไม่เลวทีเดียว”
“พี่ใหญ่ บางทีพวกเราอาจคิดมากไปเองหรือไม่?”
หลินเฟิงหันไปมองดวงตาของไป๋จิ้ง ยังคงดำขลับและใสกระจ่างดังเดิม
“ตามสัญชาตญาณของเจ้า เรื่องนี้เป็นกับดักหรือไม่?”
ไป๋จิ้งขมวดคิ้วแน่น กัดริมฝีปากล่าง ก่อนเอ่ยอย่างลังเล
“บางที...พี่ใหญ่อาจพูดถูก ระมัดระวังไว้ย่อมไม่เสียหาย พวกเราอย่าไปเลย”
จู่ ๆ ดวงตาของไป๋จิ้งก็เป็นประกาย “เอ๊ะ พี่ใหญ่หาคนมาแทนแล้วส่งไปแทนเป็นอย่างไร?”
“อืม ความคิดนี้ไม่เลว ให้ข้าคิดดูก่อนว่าในบรรดาผู้คุ้มกันมีใครคล้ายข้าที่สุด”
“ข้าไปดูเดี๋ยวนี้”
“ดี ข้าจะสลับตัวกับผู้คุ้มกัน ลองดูว่าพวกเขาจะหลงกลหรือไม่”
หลังเตรียมการอยู่หนึ่งวัน ไป๋จิ้งก็คัดเลือกผู้คุ้มกันหนุ่มที่มีใบหน้าสะอาดหมดจดคล้ายหลินเฟิงจากหน่วยองครักษ์มาได้คนหนึ่ง
รุ่งเช้าวันถัดมา หลินเฟิงสวมเกราะปะปนอยู่ในหมู่ผู้คุ้มกัน
กองม้ายี่สิบตัวเคลื่อนขบวนเสียงครืนครั่น มาถึงหน้าร้านของชำบนถนนสายเหนือของเมืองชายแดน
เฉิงเหลียงลงจากม้า ก้าวไปเคาะประตู