จ้าวซั่วหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “ฮึ ๆ เป็นเพราะพี่ใหญ่ชี้แนะได้ดีขอรับ”
“รู้จักพูดเอาใจคนเสียด้วย”
หลี่หู่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวพลางหัวเราะ
“ยังพูดเก่งกว่าเจ้าเสียอีก”
จ้าวซั่วปรายตามองเขา
หลินเฟิงหันหลังเดินไปยังเรือนชั้นใน พลางเอ่ยไปด้วย
“หลี่หู่ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เจ้ารับหน้าที่ฝึกพวกเขา จนกว่าจะผ่านเกณฑ์ ผู้ใดไม่ผ่านให้ส่งกลับไป”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
เมื่อจัดตั้งกองทหารม้าเกราะหนักขึ้นมา เหล่าทหารที่ได้รับคัดเลือกย่อมมีเบี้ยหวัดและความเป็นอยู่ดีกว่าทหารทั่วไปมาก
ไม่เพียงอาหารการกินจะดีกว่า ที่หลับนอนก็สะดวกสบาย ทั้งเบี้ยหวัดยังเพิ่มขึ้นไม่น้อย
เหล่าทหารที่ได้รับคัดเลือกจึงฮึกเหิมราวกับฉีดเลือดไก่ ต่างฝึกฝนอย่างสุดกำลังเพื่อให้ผ่านเกณฑ์และได้อยู่ต่อ
มาตรฐานการฝึกของกองทหารม้าเกราะหนัก หลินเฟิงเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง
เขานำวิธีฝึกฝนจากยุคก่อนมาใช้
ทั้งวิดพื้น ลุกนั่ง ดึงข้อ ฝึกกำลังแขนด้วยตุ้มหิน และยกหินแทนการนอนดันน้ำหนัก
ส่วนการออกกำลังกลางแจ้งเพื่อเพิ่มความอึด ก็มีทั้งวิ่งไปกลับ วิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง วิ่งทน และวิ่งแบกน้ำหนัก เป็นต้น
ด้านทักษะมีการต่อสู้มือเปล่า วิชาดาบผ่าลมฉบับย่นย่อหกกระบวนท่า และทวนม้าแปดกระบวน
ทักษะเหล่านี้หลินเฟิงย่นย่อจนถึงขีดสุด เพราะทหารสวมเกราะหนัก กระบวนท่ายิ่งเรียบง่ายก็ยิ่งใช้ได้ผล
หากซับซ้อนเกินไป เมื่อนำมาใช้จริงกลับไม่ได้ผลดีนัก
ทุกหัวข้อล้วนมีเกณฑ์ทดสอบทั้งด้านจำนวนและกำลัง
ผู้ใดไม่ผ่านแม้เพียงหัวข้อเดียว ก็จะถูกคัดออกไปฝึกเสริมเป็นรอบที่สอง
หากยังไม่ผ่าน ก็จะถูกส่งกลับไปที่เดิม
เมื่อฝึกยอดฝีมือในกองทัพเหล่านี้ หลินเฟิงจะอยู่ฝึกกับพวกเขาทุกวัน และสาธิตการฝึกแต่ละอย่างด้วยตนเอง