หลินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยเสียงขรึม
“ถ่ายทอดคำสั่งข้า ให้หูจิ้นไฉ จางฉางโหย่ว และหลี่ตงไหล นำกำลังจากเว่ยหยวน ค่ายชิงสุ่ย และค่ายอำเภอปิน รวม 20,000 นาย แบ่งเป็นสามทิศตะวันออก ตะวันตก และใต้ เคลื่อนเข้าไปตั้งค่ายล่วงหน้า ห่างจากค่ายใหญ่ชายแดน 30 ลี้”
เฉิงเหลียงยืนฟังอย่างเงียบงันอยู่นอกประตู จากนั้นก็ออกไปถ่ายทอดคำสั่งอย่างรวดเร็ว
หลินเฟิงลุกขึ้นมายังหน้าโต๊ะ ตวัดพู่กันเริ่มเขียน
เขากำลังเขียนหนังสือเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนน
เริ่มแรกยกตัวอย่างพฤติกรรมฉ้อฉลของนายทหารชายแดน ทั้งรีดเลือดรีดเนื้อทหารชั้นผู้น้อย และสมคบคิดกับคนเถื่อนก่อกบฏต่อต้าจง
จากนั้นก็กล่าวถึงผลประโยชน์อันดีงามของกองทัพชิงสุ่ย ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข มีบ้านมีที่ดิน ทหารกับชาวบ้านสามัคคีกลมเกลียว...และอื่น ๆ
ยังมีทหารที่มีครอบครัวแล้วเหล่านั้น ต่างอยู่ในวัยฉกรรจ์ เบื้องบนมีบิดามารดา เบื้องล่างมีบุตรภรรยา เป็นเสาหลักของครอบครัว หากไม่เลี้ยงดูครอบครัว แล้วใครจะเลี้ยงดูเล่า?
ท้ายที่สุดเป็นคำเตือนใจพี่น้องทหารชายแดนว่า กองทัพชายแดนกำลังจะพินาศแล้ว จงละทางมืดหันสู่ทางสว่างเสียโดยเร็ว จื่อแห่งชิงสุ่ย หลินเฟิง จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี ขอเพียงสมัครใจออกจากค่ายมาเข้าร่วมกองทัพชิงสุ่ย ก็จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับทหารชิงสุ่ย
ไม่ว่าในแง่นโยบายหรือด้านน้ำใจ หนังสือฉบับนี้ล้วนปลุกเร้าและเย้ายวนใจเป็นอย่างยิ่ง
เดิมทีหลินเฟิงคิดจะใช้วิธีแจกใบปลิวเพื่อสั่นคลอนขวัญทหารชายแดน
แต่พอคิดดูให้ถี่ถ้วนแล้ว ทหารชายแดนคงมีถึงร้อยละ 99 ที่อ่านหนังสือไม่ออก
ต่อให้โยนใบปลิวเข้าไป พวกเขาก็คงอ่านไม่เข้าใจ
สู้เขียนให้เสร็จ แล้วให้ทหารที่เสียงดังอ่านประกาศให้ฟังเสียงดัง ๆ ยังจะดีกว่า
เมื่อเขียนหนังสือเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนเสร็จ ก็สั่งให้คนนำไปยังแนวหน้าในทันที