หลินเฟิงเองก็เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ จมดิ่งอยู่ในบรรยากาศเคลิบเคลิ้มทั้งกายใจ
ในบรรดานางรำเจ็ดแปดคน สตรีผู้เป็นนางรำเอกโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
รูปร่างสูงเพรียว เอวบางอ่อนช้อย ลีลาร่ายรำงดงามจับใจ
เมื่อมีนางรำคนอื่นรายล้อมขับเน้น นางก็ประหนึ่งดอกโบตั๋นผลิบาน งามเจิดจรัสเย้ายวน
ยามเคลื่อนกาย นางลอยละล่องราวกับอยู่บนผิวน้ำ จากตรงหน้ากงกงหลิวมาถึงเบื้องหน้าหลินเฟิง
ใบหน้างามนั้นประดับรอยยิ้มที่ชวนให้ผู้คนจดจำไม่รู้ลืม
ทันใดนั้น หลินเฟิงก็พลันได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ อันคุ้นเคย ลอยมากับท่วงท่าของนางรำเอก
ถึงอย่างไรเขาก็รู้ดีว่าตนยังตกอยู่ในภยันตราย ความระแวดระวังจึงมิได้เลือนหายไป
หลินเฟิงขมวดคิ้วครุ่นคิด กลิ่นนี้คล้ายเคยได้กลิ่นจากที่ใดมาก่อน
สติของเขาค่อย ๆ หลุดพ้นจากความพร่าเลือนราวอยู่ท่ามกลางหมอกเมฆ จับจ้องนางรำเอกตรงหน้าแน่วนิ่ง ปัญหาอยู่ที่ใดกันแน่?
นี่เป็นกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่คล้ายมีคล้ายไม่มี ลอยวนเวียนอยู่เบื้องหน้า
สายตาของหลินเฟิงเลื่อนจากนางรำไปยังนักดนตรีหลายคน ก่อนจะกวาดผ่านกงกงหลิวและสวี่ชวงตามลำดับ
เขาหันไปมองเหล่าผู้คุ้มกันอีกหลายคน
คนเหล่านั้นล้วนมีสีหน้าเคลิบเคลิ้ม ถูกเงาร่างงดงามของนางรำดึงดูดจนไม่อาจละสายตา
“เซี่ยจ้ง”
หลินเฟิงเรียกขึ้นครั้งหนึ่ง
ไม่มีเสียงตอบรับ
“เซี่ยจ้ง!”
เขาเพิ่มระดับเสียงขึ้น
“หือ? ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
เซี่ยจ้งเพิ่งได้ยินเสียงหลินเฟิงหลังหลุดจากภวังค์เคลิบเคลิ้ม จึงรีบโน้มกายเข้ามาใกล้
“เจ้าได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ หรือไม่?”
เซี่ยจ้งพยักหน้า “ท่านแม่ทัพ หอมขอรับ หอมยิ่งนัก”
ยามนางรำขยับร่าง กลิ่นเครื่องประทินโฉมก็อบอวลไปทั่วอากาศ